fiction

  - แปะๆ

 

วันนี้สอบวิชาเฟอร์นิเจอร์สไตล์เส็ดก็รู้สึกไม่ค่อยลัลล้าลัลลาเลย

ข้าเจ้าทำไม่ทัน ข้อสอบมันช่างเยอะแยะจนวาดไม่หมดเขียนไม่หมด

ตั้งแต่เรียนมาไม่มีข้อสอบให้กาๆมั่งเลย ไม่ใด้ใช้ตรรกะความน่าจะเป็นเลยสักนิด

เดินไปทางไหน ก็ได้ยินคนพูดว่า "วันนี้กูสอบฟิ2"

"ทำไม่ได้เลยว่ะ มันต้องคำนวนอย่างโง้นอย่างงี้"

 

เดี๊ยนไม่เข้าใจหรอกค่ะ ไม่เคยเรียนด้วยฟิ เฟอะอะไร

ตอนนี้มันแอบเศร้า ตู้ขาหมู-------ข้าเจ้าไม่รู้ตู้ขาหมูกับตู้ขาคู้

มันยังไง วาดไม่ถูกทั้งๆที่อุสาห์ดูแล้ว

ปัดบอกว่า  ตู้tattoo color ไง "ตู้ขาหมู"

"ไม่ขำเลยน่ะ" เฟอร์นิเจอร์ไทยมันจะมีขาตู้ทรงขาหมู แล้วเราก็ยิ่งชอบจำสับสน

ง่ะ - แต่ว่ามัเพิ่มาจำได้ตอนนี้ก็สายไปเลี้ยว

งั้นเอาเป็นว่าเราจะตั้งใจอ่านวิชาต่อไปละกัน

 

เมื่อวานปั่นนิยายสองบท โต้รุ่ง ----โอ้มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ

เหมือนเห็นถึงความสำเร็จที่อยู่ไกลลิบๆ ถ้าเรื่องนี้เขียนจบ

ข้าพเจ้าจะเลี้ยงฉลอง ปาร์ตี้น้ำชา (จะมีใครมากินไหมเนี้ย)

ปกติมันไปแต่ลานเบียร์กัน -- ม่ายเป็นไรเราฉลองในบลอคกะคนอ่านละกันนะ

 

พอพูดว่ามันใกล้จะจบเรื่อง จบเทอม รู้สึกมีกะลังใจมากๆ

เฟินถามว่า แล้วใครวาดรูปประกอบ  เราจิ้มมาที่ตัวเอง เดี๊ยนนี่แหละ

   "โคดสวยเลยเนี้ยนะ" เสียงเหมือนกลั้นใจพูด

"เออน่าคนวาดสวยๆเยอะแล้วใครเห็นจนชินต้องคนวาดขี้เหร่ๆมั่งสิ"

 

อารมณ์วาดเปอร์สเปคตีฟกะการ์ตูนมันไม่ค่อยเหมือนกันค่ะ

วาดการ์ตูนทีไรทำเละทุกที เมาส์เพนไม่เปนใจ จะพยายามต่อไปละกันเนอะ

จริงๆวาดมือแล้วมาสแกนเอาน่าจะสวยแต่เราก็ชอบวาดสดๆเส้นมันมันดี

(ขี้เกียจล่ะไม่ว่า)

 

อ่าฉึ้บ-- ให้เฟรมเค้าโปรโมทหน่อยละกันเนอะ

นี่ค่ะ ถ้าเกิดว่าใครยังไม่เคยอ่านแนะนำตัวละครหรือว่าลืม

อ่า --ตอนนี้ไปหาชากินแล้วอ่านหนังสือสอบ แล้วก็ปั่นนิยายดีกว่า

 

นิยายนิยาย

posted on 11 Oct 2008 00:47 by mintd  in fiction

Photobucket

     เรื่องมันเริ่มจากวันฟ้าใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ทุกอย่างดูจะเป็นใจให้เกิดแรงบันดาล

ใจขึ้น มันเป็นความคิดที่อยู่ๆก็วิ่งผ่านเหมือนกับอากาศ คิดว่า วัยมหาลัยนี่น่ะมันก็เฉยๆ

ทำแต่งาน การบ้านไปวันๆ แล้วพอจบไปก็กลายเป็นมนุษย์ออฟฟิส เหมือนคนอื่นทั่วไป

ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำงานหรอกนะ แต่มีความคิดว่า ก่อนเราจะจบไปเหมือนชาวบ้านชาวเมือง

เค้า ขอทำอะไรให้เต็มที่ก่อนเหอะ

                          เขียนนิยายให้จบซักเรื่องซักทีเหอะ

ความคิดนี้พุ่งมาเป็นอันดับแรกเลยอ่ะ แล้วเมื่อวานเพื่อนสนิทที่อยู่มหิดลก็มาหา

มากระตุ้นต่อมนี้จี๊ดขึ้นมาอีก แล้วบอกว่า "เอ่อ นี่กูรู้จักน้องคนนึงป้าเค้าเป็นบ.ก.สำนกพิมพ์หนึ่ง

น้องเค้าพูดว่า เอ่อ นี่พี่เบส (มันชื่อเบส) เขียนนิยายให้จบแล้วลองส่งให้สำนักพิมพ์ดูสิ

ได้ค่าต้นฉบับตั้งสามหมื่นนะ" คือน้องคนนั้นมาบอกเบสตั้งแต่ ม.ปลาย จนบัดนนี้เบสก็มาบอกฉัน

      มันก็เกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาสิ  เฮ้ย...สามหมื่นเลยเหรอว่ะ  เกิดแรงบันดาลใจขึ้นทันที

ดูเห็นแก่เงินไปไหม(แต่ในความจริงเราทำงานไปไม่ได้เงินเราจะเอาไหม) นั่นมันก็เรื่องเดียวกันแหละ

อยากจะทำอะไรที่เราชอบก่อนที่ต่อไปอนาคตไม่แน่นอน ไม่มีเวลาจะเขียน

ข้าพเจ้าก็เลยเริ่มปั่นวันละบท  ตอนนี้ได้5 บท

 

   มีคนมาลองอ่านประมาณ 5-6คนแล้วนะ ก็ลองถามมันดูว่าเป็นไงมั่ง

มันต่างบอกกันว่า "เฮ้ย มึงเขียนตัวเองทำไมเนี้ย" ประมาณนั้น ทำให้เรามานึก เอ่อไม่ใช่นะเฟร้ย

เคยจะเถียงมันหลายรอบ มันพูดประมาณว่าไอ้ตัวละครตัวเนี้บไปเอามาจากใครรึเปล่า

คนในห้องไหม ใครกัน กูรึเปล่า ภาษาที่ใช้เป็นยังไง บ่นไป ฝอยไป ฟังที่มันวิจารณ์

หนักเค้ามันก็มาฝังหัว ว่าคนอ่านนี่เค้าจะเห็นว่าเป็นยังไงมากกว่าคนเขียน (จริงเหรอว่ะ)

ตกลงมึงเป็นพระเจ้าแล้วใช่ป่ะ  กูคนเขียนต้องตามใจมึงใช่ป่ะ (อารายฟระ)

 

       แล้วเราก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแล้ว เพราะว่าเรื่องทีเราเขียนมันต้องตามใจเราสินะ

มันจะไปตามเสียงคนอ่านได้ไง ถ้าเกิดเราบอกเจเคว่า เจเค ไม่ให้แฮรี่คู่กับจินนี่ได้ป่ะ

จ้างสามพัน เจเคจะทำป่าว  มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นแบบนั้นนะ เฮ้อ....................

แต่เราก็ให้เพื่อนสนิทที่มันอ่านหนังสือมาเยอะๆลองอ่านดู มันบอกว่าก้โอเคนะ

บอกว่าลองคอมเมนต์ให้หน่อยสิ มันก็บอกว่าก็โอเคนะ เหมือนแกเลย........

ไอ้คำพูดสุดท้ายนะสิมันจี๊ดเลย ไม่ใช่ตัวกู  ไม่ใช่ตัวกู

        แต่เราก็ต้องแอบยอมรับในใจว่า เราเอาเรื่องรอบๆตัวมาเขียนนี่แหละ

จิตส่วนลึกๆของตัวเอกมันมาจากความคิดเราเนี้ยแหละ

 

อยากจะลงไว้ในนี้เหมือนกัน แต่ว่ายาวมาก ตอนนี้มันก็หลายร้อยหน้าแล้ว

เอาเป็นว่าถ้าเกิดเสร็จแล้วค่อยขายดีกว่าเนอะ

 

บอกนิดๆว่าเป็นนิยายเกี่ยวกับอะไร   ไม่ใช่แฟนตาซีเรื่องเก่าที่เขียนนะ

เพราะเราเขียนไปกลางเรื่องแล้ว ทีมที่เขียนมันยังไม่กระเตื้องซักที

เลยตั้งใจมาเขียนเรื่องใหม่รอไปพลางๆ

 

ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งชื่อเรื่องนี้

   แต่มันเกี่ยวกับ อินทีเรียนี่แหละ เหตุผลที่เขียนเกี่ยวกับอินทีเรียคือ

ไม่ต้องหาข้อมูล เพราะรู้เรื่องอยู่แล้ว มีเพื่อนที่เรียนอยู่ดุริยางค์ศิลป์ก็เลยถามข้อมูลมันด้วย

ตอนนี้มีเพื่อนเรียนวิศวกรรมไม้  เลยว่าจะเอาไปไว้เรื่องหน้า เรื่องนี้ขอเป็นเด็กอินทีเรียก่อน

 

สาธุเขียนให้จบที่เถอะ  มีกำหนดแล้วด้วยนะในใจว่าห้ามเกินปีนี้

รออ่านด้วยนะค่ะ

 

edit @ 11 Oct 2008 01:17:36 by mintd*-*

 

ตอนนี้กำลังเขียนนิยาย และสมองตีบตันอยู่

กำลังพยายามจินตนาการขั้นสุดยอด

เขียนๆ  ลบๆ  ลบๆ  เขียนๆ  เป็นอาการที่น่ารำคาญใจมาก

เหมือนมือจะรัวพิมพ์เร็วมาก  ตัวสะกดกลับมาแก้เยอะ

อ่านที่เขียนไป  สับสนๆ  วกวน  คำซ้ำมันเยอะ

 

     เราเป็นอะไรรึนี่  เบสทักว่าเราชอบเว้นวรรคเยอะมากเกินความจำเป็น

เหมือนจะเป็นนิสัยที่แก้ยากไปแล้ว  สงสัยพิมพ์ภาษาอังกฤษให้แม่เยอะ

มันชิน  เพราะแต่ละคำต้องเว้น  เราเลยมาวรรคอะไรมากมาย

จะพยายามนะจ้า คุณเพื่อนที่รัก

 

   ตอนนี้มีกล่องตะโกน  shoutbox  แล้ว  แอบบ้านนอกเรียกแบบนี้อีก

กล่องดำอำมหิต  มีความผิดพลาดบางประการ  คือ  มีสี่เหลี่ยมขาวๆ

บนกล่องดำ  แล้วมันจะแก้ยังไงดี  ไม่รู้  ตอนนี้ก็ยุ่งๆ  ไม่มีเวลามาพิจารณาด้วย

กว่าจะใส่เจ้ากล่องดำอำมหิตนี่ได้กินเวลาไป 1ชั่วโมง  กันเลยทีเดียว

เฮ้อ......   ฉ้าน เป็นคนที่หัวช้าใช่ไหมเนี้ย   ยังไงก็มาตะโกนกันได้นะค่ะ

 

   เฮ้อ  กำลังเขียนนิทานเกี่ยวกับกระรอกในนิยาย   เขียนไป  เขียนมา

พบว่า  เราเป็นคนที่เขียนออกแนวน่ารักไปซะงั้น   แฟนตาซีแนวน่ารัก

แต่เมื่อมาอ่าน คาแรกเตอร์  ดีแลนภาค  เพื่อน  กลับพบว่า

ดีแลนช่างอารมณ์รุนแรง  และ เจอกับอะไรโหดๆ จริง  และ

ภาคอนาคตนั้น มันช่าง  ล้ำเลิศอะไรปานนั้น  อ่านสองรอบ

เราถึงเข้าใจศัพท์ที่มันใช้  ศัพท์มันแปลกดี 

 

    ดีแลนในยุคปัจจุบัน  เวอร์ชั่น ไอ ไรท์ติง   นี่เป็นอะไรที่เหมือนนิยาย

สำหรับเด็กไปเลย  จะพยายามนะจ้ะ เขียนทีไรก็นึกถึงสไปเดอร์วิกทุกที

แต่มันเป็นส่วนผสมของนิยาย ร้อยเล่มที่อ่านมา  ทุกแนว

อ่านไปอ่านมา มันก็เลยเป็นเช่นนี้

 

   เอมฝ่าย  illustrator ก็เล่นเกมมากจนแสบตา  นอนสลบไปแล้ว

ก็เลยยังไม่ได้ดูภาพดีแลนสักที  จะพยายามอดใจรอ ละกัน

ตื่นเต้นๆ   จะได้เห็นพระเอกในเรื่อง สามคน

 

 

edit @ 29 Apr 2008 18:52:10 by mintd*-*