Diary

Sushi

posted on 15 Dec 2009 23:42 by mintd  in Diary

 

    ช่วงนี้บ้าอ่านการตูนทำกับข้าวทุกประเภท  จะเป็นซูชิ  อาหารจีน  อาหารญี่ปุ่น

ยอดนักกิน  นักสืบจอมโซ้ย  อะไรที่เป็นอาหาร  อะไรที่เกียวกับปลา  อ่านมันหมด

และความรู้สึกตอนอ่านก็คือ  คนเขียนมันเวอร์ไปรึเปล่าฟระ พระเอกก็จะชนะอุปสรรค

ไปได้ทุกอยาก  มันจเมพขิงๆไปซะทุกเรืงจริงเชียว แล้วเวลาแข่งทำอาหารเนี้ย

ต้องโดนกลั่นแกล้ง แล้วคู่ต่อสู่ก็จะใช้วัตถุดิบที่เหนือชั้นมากๆ แต่พระเอกก็จะใช้วัสดุที่

ดูแสนจะธรรมดา ....  แต่ชนะมาด้วย ความกลมก่อม และหลักการที่เรียบง่าย

แฟงไปด้วยจิตวิญญาณ  สุดท้ายศัตรูก็จะแพ้ภัยตัวเอง เปนอันจบตอน

ที่เล่าๆมานี้มันเกี่ยวอะไรน่ะเหรอ  จขบ.ที่ไม่เคยคิดจะทำกับข้าวอะไรเลย

อยู่ๆก็มาหัดทำอาหาร ทำมากิซูชิให้เพื่อนกิน (ส่วนใหญ่เรากินอันที่มันพังๆเอง)

 

 

  พยายามหาวัตถุดิบที่ซื้อได้แถวๆหอ เป็นไส้กรอกเวียนนาที่ซื้อมาจากเซเว่น(อันบน)

(อันล่าง) ซื้อมาจากลุงขายลูกชิ้นทอด  ก็อร่อยคนละแบบ  ลองเอาแหนมมาทำก็อร่อยไปอีกแบบ

พอเอาไปให้เพื่อนกิน  มันบอกว่า ทำไมซูชิมันอันใหญ่จัง (เออ...สงสัยจะข้าวเยอะไป)

ก็ทำๆสวยบ้างเสียบ้าง ข้าวทะลักบ้าง  มีดไม่ค่อยจะคมเท่าไหร่ก็เลยหั่นสาหร่ายเหนียวๆยาก

ตอนที่ข้าวญี่ปุ่นหุงใหม่ๆมันจะแฉะ ไอเราก็นึกว่ากำลังดี ไปๆมาๆพอเย็นแล้วดันแห้งไป

เวลาม้วนจะม้วนแรงก็กลัวใส้จะทะลัก พอเบาๆก็ไม่ค่อยจะเกาะกันซะงั้น

ส่วนข้าวที่หมักน้ำส้มไป เพื่อนบอกว่ามันไม่ค่อยเปรี้ยว

แต่เราก็ใส่น้ำส้มไปเยอะแล้วเหมือนกันนะ

 

กลับบ้านปีใหม่ก็จะทำให้ท่านแม่กินให้ได้เลยคอยดู จะพกคิกโคแมนไปด้วย

ขวดนึงกะสาหร่ายราคาพอๆกันเลย 85บาท  แต่ว่าตอนนี้เบื่อซูชิไปอีกหลายวันเลย

อืดแล้วอืดอีก อิ่มยิ่งกว่าบุฟเฟต์อีก  อร่อย(เพราะทำเองยอตัวเอง)

เมื่อวานทำข้าวปั้นไข่หวานด้วย แม้หน้าตาจะไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่

แต่ก็กินได้  ว่าแล้วก็ไปศึกษาสูตรอาหารจากการ์ตนก่อนนะเออ

 

เย้.....

posted on 14 Dec 2009 14:04 by mintd  in Diary

 ว่าจะมาเขียนไดอารีตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่ว่าไปนั่งกินขนมกับเพื่อนแล้วก็ง่วงนอนมาซะเฉยๆเลยลืมซะงั้น 

  โทรไปบอกเพื่อนในกลุ่มที่ประกวดแบบ ว่าชนะแบบประกวดทั้ง2ที่ เลย

แต่มันไม่ยอมรับสายกัน ก็เลยไปนั่งกินขนมกับเฟิน ยากิโซบะอร่อยมาก

 (นี่มันไม่เข้าข่ายขนมเนอะ)มีกำลังใจทำงานขึ้นมาทันทีเลย หายไฟตกไปซะอย่างงั้น 

     ตอนแรกน่ะ ที่ตัดสินโดยคณะกรรมการห้องสมุด กลุ่มเราไม่ได้ชนะหรอก

 แต่ อจ.ยอมไม่ได้เพราะว่าจะให้คนที่ไม่ได้เรียนออกแบบมาตัดสินคนเรียนออกแบบมันก็ยังไงๆ อยู่ 

  อจ.ก็เลยนัดพรีเซนต์ใหม่แล้วเชิญคุณสถาปนิก กะอจ.ยายมาตัดสินด้วยก็เลยได้รางวัลไป

   อจ.ก็แอบโล่งใจที่ตัดสินเป็นแนวเดียวกัน เพราะอจ.ตี๋กับอจ.ชานกล้าเค้าให้กลุ่มเราชนะแต่ตอนแรก

   บรรณารักษ์คนอื่นๆ เค้าไม่ได้ให้กลุ่มเรามั้งเราได้ยินมาว่า  

ออกแบบสวยแต่ว่าไม่ค่อยมีฟังก์ชั่นอะไรทำนองนี้พอดีว่าครั้งแรก

 เราไม่ค่อยได้ฟรีเซนต์ฟังก์ชั่นกับโซนนิงเท่าไหร่

หมือนไม่ได้บอกเรื่องการใช้งานกับระบบอะไรพวกนี้  

เพราะว่าเรากลัวพวกคุณบรรณารักษ์ไม่รู้เรื่องน่ะ เราก็เลยเน้นแต่เรื่องดีไซน์ กับคอนเซ็ป 

  แล้วอย่างนี้พวกคุณบรรณนารักษ์เค้าจะชอบไหมเนี้ยถ้าสร้างจริง   

    ถ้าถามเราน่ะ...ว่ามันดูดีไซน์ล้ำไปรึเปล่า  เราว่าไม่เท่าไหร่นะ 

 แต่มันแตกต่างจากแบบกลุ่มอื่นโดยสิ้นเชิงเลยอะสิ   

สมัยก่อนนักออกแบบจะชอบใส่คิ้วบัว บิ้วท์ผนังไม้ ทำลูกฟัก สลักลวดลายอะไรใส่กรอบไป

 แล้วก็เอารูปภาพใส่กรอบติดแปะแต่เผอิญว่า แบบอันนี้มันไม่มีเลยอ่าดิ

เราคิดเยอะเหมือนกันที่จะออกแบบให้คนส่วนใหญ่ชอบมัน  แต่ว่า....ตอนนี้ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่า

   ออกแบบให้นักออกแบบชอบแต่คนใช้งานไม่ได้ชอบรึเปล่า...เก็บมาคิดเหมือนกัน  

แต่อย่างที่อจ.พูดน่ะแหละว่าให้คนที่ไม่ได้เรียนออกแบบมาตัดสินคนออกแบบ.... 

 มันแล้วแต่รสนิยมจะว่าไปนะ      

 

ไม่ได้ว่าคุณบรรณารักษ์ไม่มีรสนิยมนะ 

แต่แบบ...บางทีพวกเราก็จับอะไรมาผสมกันแล้วก็อ่านอะไรมากกว่าหน่อยๆ

  มันก็เริ่มมาจากแนวคิดหลักที่ว่าให้ห้องสมุดเปรียบเสมือนเซลล์เท่าๆที่ไปเสิจมา 

 นักออกแบบเค้าจะออกแบบเป็นแนวต้นไม้ ที่แผ่กิ่งก้านเจริญเติบโตเหมือนการอ่าน  

อะไรทำนองนี้ แต่เราก็ไม่ได้อยากลอกเค้าไง  ก็กลิ้งไปกลิ้งมานั่งคิด

อะไรที่จะเป็นไปได้กับห้องสมุด แล้วไม่ดูลอกชาวบ้านเค้าจนเกินไป      

 

 ต้องยอมรับว่า "กูเกิ้ล" เป็นช่องทางที่มีอิทธพลต่อทุกคนจริงๆ รูปภาพที่เราเสิจนั้นถ้าเอามาใช้

อย่าคิดว่าคนอื่นเค้าจะไม่ได้ใช้ ในกลุ่มที่ออกแบบมีคนเสิชเจอรูปดิสเพลย์ของห้องสมุด Orchard  

แล้ว..ถ้าไม่ลอกมาทั้งดุ้นก็ไม่มีใครรู้หรอก แต่.....มีกลุ่มนึงก็ลอกรูปแบบมา แต่ทำ3dเอง 

 (แต่เราก็พอมองออกเพราะว่าก็เจอรูปนั้นมา) แต่อีกกลุ่มหนักกว่าคือ 

 เอาภาพนั้นมาแล้วแปะใส่สไลด์เลยอะสิ (งี้ก็ไม่เรียกว่าออแบบดิ)Orchard

เค้าออกแบบไว้ค่อนข้างเท่   แต่เราก็ไม่ได้เอามาใช้ดื้อๆเลย แบบไม่อยากให้มันน่าเกลียดไป

  ลองนึกถึงคนออกแบบมาเห็นว่ามึงลอกกูมาทั้งดุ้นต้องเสียความรู้สึกมากๆแน่  

 เราก็ไม่ภูมิใจอีกต่างหากที่ไปก๊อบมาหมดทุกอย่างแบบนั้นก็เลยแค่เอาแนวคิดว่า

ให้มีดิสเพลย์แล้วมาดีไซน์ใหม่ให้เข้ากับของเราน่จะดีกว่า        

ตอนพรีเซนต์ พอเราเห็นกลุ่ม มดมีดิสเพลย์นั้นเราก็นั่งหัวเราะกะเฟินว่า

 "เอ้ย...ดีนะที่เราไม่ทำแบบนั้นมีหวังซ้ำกันได้มานั่งหัวเราะแน่เลยอะ"

 พอกลุ่มมดพรีเซนต์เสร็จ มีกลุ่มห้อง2 ที่เอาOrchard  มาแปะเลย มดก็เลยหัวเราะแล้วก็ชี้ๆว่า

นี่อะเหมือนกลุ่มมันเลย (ซึ่งก็ขำกันไป) แต่มาลองคิดดีๆนะ มันผิดจรรยาบรรณนิ

ไปลอกของคนอื่นมาน่ะ .....  ก็อย่างที่เคยเรียนไปในวิชา Professional practice in Interior Design

มีกฎอะไรไม่รู้ตั้งมากมาย จำไม่หวาดไม่ไหว  แต่ว่าที่เราว่ามันสำคัญเหมือนกันคือไม่น่าจะลอกเค้ามาทั้งหมด

(เปลี่ยนอะไรหน่อยก็ได้นะ)      

จะว่าไป ถ้ากลุ่มนั้นชนะ เราก็คงตะขิดตะขวงใจกะปัดน่าดูอะ ว่าทั้งหมดที่พวกกุทำมันมันคืออะไร 

  แต่อจ.เค้าดูออกแหละ เพราะตอนไปเสนอแบบร่างเราก็เอารูป Orchard ให้แกดูแต่ไม่ได้เอามาใช้ทั้งแบบนั้น

       อจ.พูดว่ามันเป็นงานกลุ่มสุดท้ายแล้วนะ....ซึ่งมันทำให้เราใจหายนิดๆเหมือนกันเพราะว่า

ไม่ชอบอะไรสุดท้าย ส่งท้ายเลย ..แต่ทุกคนก็ต้องก้าวต่อไปสินะ  

จะให้จมอยู่กับความสุขตลอดไปมันไม่ได้หรอกใช่ไหม     

วันก่อนๆเราคิดเป็นเด็กๆว่าไม่อยากทำงานเลย  นี่ที่เราฝันไว้มันเปนแบบนี้จริงเหรอ

พอได้คุยกับเพื่อหลายๆคนที่สนิทกัน  โอ ที่ตอนนี้ปี4เภสัช มันก็บอกว่าอิจฉาที่เราจะจบทำงาน

มันอยากรีบๆทำงานจะตายแล้ว   แล้วยังบอกว่า ที่พ่อแม่ส่งเราเรียนมาก็เพื่อวันนี้แหละ"ทำงาน"  

เออ....ฟังแล้วรู้สึกจุกเสียดหน่อยๆ จริงด้วยแฮะ...พอคุยกะแม่ทีไร เป็นอันต้องถามว่า  

เมื่อไหร่จะทำงานเนี้ย....ก็ตอบได้แต่ว่า อีก3เดือนก็จะสอบจบแล้ว  แม่ก็ถามว่าจะจบในเทอมรึเปล่า

   เราก็บอกว่าต้องในเทอมสิ ไม่เอาซัมเมอร์นะ.... เลยไม่ค่อยจะงอแงแล้วที่ไม่อยากทำงานน่ะ    

 ส่วนเอม เพื่อนที่เรียนปี4 ออกแบบนิเทศ ก็ยังเคว้งคว้างสับสนคล้ายๆเรา  บอกว่าไม่รู้จะเรียนต่ออะไรดี

แต่ไม่อยากเรียนด้านออกแบบนิเทศ ...

 ต่างคนต่างก็มีหนทางของตัวเอง  ส่วนเบสที่เรียนปี4 ธรณีศาสตร์ ก็เห็นว่าอยากจะเป็น อจ.  

 

ระหว่างที่ทุกคนพยายามที่จะเปนอะไรซักอย่าง เราก็จะพยายามในส่วนของเราละกัน

  ตอนนี้หิวข้าวแล้ว ไปหาอะไรหม่ำๆดีกว่า

 

อะไรๆช่วงนี้

posted on 13 Dec 2009 00:12 by mintd  in Diary

    สองวันมานี้ไปทาสีรั้วโรงเรียนมา แม้จะทำไม่เยอะแยะอะไร แล้วระบายก็ไม่ค่อยจะได้เรื่อง

ได้ราว แต่ว่ามันสนุกมากๆ  ได้เจอรุ่นน้อง แล้วก็เพื่อนๆ   

     ปี4 เทอม2 นี้ไม่ค่อยได้เจอเพื่อนๆเลย เพราะมีเรียนจริงๆแค่วิชาเดียว

อีกตัวก็แค่พบที่ปรึกษาซึ่งก็มีโดดบ้างบางที บางครั้งก็ติดวันหยุด

 

    ที่โรงเรียนวัดสำโรง บางกรวย เปนโรงเรียนประถมเล็กๆที่น่ารักมาก คุณครูก็ใจดี

(แม้จะไม่ได้เรียนเอง) แต่ว่าก็ทำให้ได้ย้อนอดีตแล้วก็วันเก่าๆบางอย่างคืนมาบ้าง 

ตอนที่ยังเป็เด็กใสซื่อ ตาใสแป๋ว ดีใจกะแค่ของเล่นและขนม 

ไม่มีพิษสง คูอริ การแก่งแย่งอะไร ไม่ต้องไปแข่งใคร

ก็ไม่เชิงว่าปัจจุบันมันไม่ดีหรอกนะ แต่ความเป็นเด็กนั้นมันน่าทะนุถนอมซะเหลือเกิน

แล้วก็ทำอะไรน่ารักๆ โดยไม่ต้องมาแอ๊บกันให้เหนื่อย

 

    หลังจากที่ขัดรั้ว แล้วทาสีขาว วันนี้ก็ระบายสีเป็นรูปตามแบบที่ให้มา

ถ้าใครผ่านโรงเรียนวัดสำโรง แล้วเหนผนังด้านนึงที่เขียนว่า "ผลไม้เมืองนนทฺ์"

จขบ. ไปแจมให้มันเละๆอยู่หน่อยนึงอ่านะคะ แต่วันนี้ไม่ได้อัพรูปล่ะ จะรอรูปจากน้องน้ำ

เพราะขี้เกียจถ่าย จะหอบกล้องไปทีมันหนักอ่าค่ะ สงสัยเราคงต้องไปใช้คอมมแพคอย่างเดิม

เพราะซื้อSLRมาแล้วไม่ค่อยมีแรงใจไปถ่ายอะไรเลย เป็นช่วงจำศีล อุดอู้อยู่

อย่างวันนี้ก็ตื่นสายมาก แล้วกว่าจะแต่งตัวไประบายสีรั้วก็สี่โมงเย็นแล้ว

ก็เลยกลับมา5ทุ่ม เพราะว่ามีเรียนพิเศษพรุ่งนี้เช้า เราชอบนะกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อะไรแบบนี้

เพราะว่าเรียนมาสี่ปีก็ทำไม่กี่ครั้งเอง  จริงๆกลุ่มกรีนเคยพามาจัดกิจกรมที่โรงเรียนนี้ตอนปี2

เด็กๆน่ารักมาก ชอบวาดรูปกันมากมาย แล้วเค้าก็เชื่อฟังเราทุกอย่างเลย น่าเอ็นดูมาก

แล้วก็กลุ่มเราก็ไปจัดกิจกรรมที่บ้านปากเกร็ด แต่ว่าน้องจะซนมากกว่าที่โรงเรียนนี้

 

     อยากไปออกค่ายมั่งจัง  แต่ว่านะ.... พอจะไปออกค่ายจริงๆก็ชนโน่นชนนี่ไปหมดเลย

เรียนอินทีเรียแล้วมันไม่มีปัญญาไปออกค่ายที่ไหนเลย เข้าชมรมก็เข้าได้ไม่กี่ครั้งแล้วก็ยุ่งๆ

จนไม่ได้ไปเข้า เปนชีวิตมหาลัยแบบดูวุ่นๆกับการปั่นงานซะเปนส่วนใหญ๋

ส่วนช่วงตอนนี้ค่อนข้างเงียบเหงาและไฟตกเป็นอย่างมาก เพราะทำไมเราขี้เกียจจังเลยคะ

.......ก็คิดว่าพยายามเตือนสติตัวเองว่าเหลืออีกแค่ 3เดือน 3เดือนเท่านั้นนะ

 

     เอ.... หรือว่าแก่ขึ้น แล้วคนเราจะคิดมากขึ้นก็เลยทำให้ชีวิตไม่โลดโผนเท่าหนุ่มสาว

แต่จะว่าไปเราก็ไม่ได้แก่ปูนนั้น แค่ช่วงนี้มันอับเฉานิดๆเอง ไม่อยากจะพูดว่ามันเป็น

"วิกฤตการณ์ทีสิส"  มันเป็นวิกฤตของความขี้เกีจหน่อยๆด้วย ก็มองดูรุ่นน้องก็ดูเค้ามีความสุข

สนุกสนานกับการเรียนดี บางคนก็เรียนอย่างเดียวไม่กิจกรรม แต่ว่าเราก็ไม่ได้นึกเสียดายวันเวลา

อะไรมากนักหรอก เพราะได้ใช้ชีวิตทั้งสองด้านมาแล้ว ที่อยู่กับเพื่อน ทำกิจกรรมต่างๆด้วยกัน

แล้วก็เก็บตัวเป็นเด็กเรียน ขยันเรียนเอาจริงเอาจัง มันก็ทำให้ได้คิดอะไรมากมายเหมือนกัน

รักเพื่อน รักพวกพ้อง รักตนเอง รักอนาคต........ การเป็นวัยรุ่น(ไหน)มันก็มีเรื่องว้าวุ่นให้คิดว่า

จะเลือกทางเดินไหน 

 

     พอเข้า ปี1 ยังใหม่ต่อเรื่องอะไรมากมาย จะเลือกทางไหน จะทำตามใคร หรือจะทำตามใจ

หรือจะยังไง...ก็ยังไม่รู้

    ปี2 เริ่มเลือกเส้นทางเป็นของตัวเองได้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเก๋า หรือไม่เก๋า แต่เราก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้อะไรละกัน

    พอปี3 เหมือนจะต้องเริ่มก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อะไที่ทำตามใจตัวเอง ก็ต้องมีเหตุผลมากขึ้น

    ปี4....หนทางข้างหน้า ก็ยังมองไม่เหน ปัจจุบันมันก็ดูช่างลำบากยากเย็น ทุกคนถามว่า

ต่อไปจะทำงานอะไที่ไหน แล้วถ้าเราตอบว่า "ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ค่ะ" จะเป็นอะไรไหม ก็เพราะว่า

ตอนนี้ในหัวยังว่างเปล่าอยู่เลย  (คาดว่า3เดือนหน้าคงมาให้คำตอบได้บ้าง)

 

    จริงๆแล้วเราก็กลัวอย่างกับอาถรรพ์แหนะ.... เราเป็นเด็กที่ไม่ทำตามที่ผู้ใหญ่บอก

แล้วเด็กที่ไม่ทำตามที่ผู้ใหญ่บอก เวลาผิดพลาด ก็จะโดนบ่นว่า "แหนะ....ก็บอกแล้วไงว่า...."

อย่างเงี้ย.... เราไม่เชื่อเหมือนคนอื่น เราชอบคิดแปลกๆ แต่บางครั้งก็พยายามทำอะไรให้

มันกลมกลืนกับคนอื่น เพื่อไม่ให้สะดุดตา..... เราชอบเอาชนะ แล้วก็กลัวแพ้

หลายๆความรู้สึกอย่างบอกไม่ถูก เพราะเป้าหมายของปี4ของทุกคนก็คือจบ(ในเทอม)

ซึ่งมันมีหลายปัจจัย ตัวแปรมากๆ..... 

 

     อันนี้ไม่เกี่ยวกับข้างบนนะ แค่อยากจะบ่น  คนไม่มีแฟน กับคนที่ไม่มีใครเอาเนี้ย...

จงอย่าได้เอามาเปรียบเทียบกันได้ไหม ก็อยากจะโต้เถียงหรอก แต่มันก็รู็สึกรำคาญใจนะ

ก็ไม่มีแฟนเหมือนกัน แล้วจะมาเปรียบเทียบทำไมไม่รู้ ท่านประธานคะ

"ดีแล้วล่ะเอ็มไม่มีแฟนเหมือนเราเลยอยู่ คนเดียวอะดีแล้วล่ะ" อยากจะเฮอใส่สักร้อยที

"ขอบพระคุณที่ชี้แนะค่ะ"  ผู้หญิงน่ะ ไม่เหมือนผู้ชายหรอกนะที่จะต้องมีแฟนไว้น่ารักแสนงอน

งุ๊งิ๊ ตามใจอะไรแบนั้น มันไม่จำเป็นะหน่อย คนไม่มีแฟนก็เยอะแยะไป

....แล้วทำไมกุต้องเคืองล่ะค่ะ?.....  นั่นดิ  ก็ชอบจำศีลอยู่คนเดียวง่ะ

อยากจะตะโกน  อารมณ์เสีย....