mintd*-* View my profile

1ปีกับการเป็น semi freelance

.

.

.

และเกือบๆ 2ปีของการเป็นฟรีแลนซ์

.

.

.

แล้วมันต่างกันไง

.

ก็...ต่างตรงเป็นฟรีแลนซ์คือไม่เข้าออฟฟิสเลย แต่ semi คือ ไปบางวัน

.

แต่... เนื่องจากเราทิ้งทีสิสมานาน แล้วเหลือเวลาน้อยแล้ว

เราเลยขอหยุดงานออฟฟิสไว้ก่อนตั้งแต่เดือนหน้า

 

ตอนแรกนี่แบบคิดแล้วคิดอีก

.

.

จริงๆก็คิดแล้วคิดอีกมาสักพักแล้วแหละ ตั้งแต่ปีใหม่

.

.

ถ้าไม่มีงานออฟฟิสก็น่าจะอยู่ได้นะ

อีกอย่างเราใช้หนี้เครดิตไปหมดละ 

การเป็นหนี้นี่ทำให้ภาวะฟรีแลนซ์สั่นคลอน แค่ผ่อนคอนโดก็พอละ

ไปมีหนี้อย่างอื่นอีกปวดหัว

.

.

งานก็มีเข้ามาเรื่อยๆ แล้วต้องมากระจุกในช่วงเดียวกัน

แบบพี่คนนึงโทรมา อีกคนก็จะโทรมาในวันเดียวกัน

แล้วก็แบบเร่งเอาภายในอาทิตย์เดียวเหมือนกันด้วย

ไอ้เราก็....ชอบรับปากไปแบบงงๆ

.

.

และวนเข้าโหมดปั่นงานดังเดิม

 

วันอาทิตย์ เราไปงานวิ่งฮาฟมาราธอนมา

 งาน Medrathon

วิ่งเส้น สนามหลวง-สะพานปิ่นเล้า-ทางยกระดับ ขนส่งสายใต้วก กลับมาทางเดิม

เหนื่อยมาก กลับมานอนสลบทั้งวัน วันจันทร์โดนลากไปตีแบทอีกเพราะคนไม่ครบ

ร่างพังหนักกว่าเดิม ดีที่วันนี้ค่อยยังชั่ว แต่พรุ่งนี้ต้องไปจัดพร็อบโรงแรม เหลือแก้ตีฟ1ตีฟ

กับออกแบบคอนโด ส่งวันศุกร์(เช้า)

ทำตีฟคอนโดอีกอันส่งอังคาร 

แล้วก็แก้ตีฟงานเก่า ที่คอมเมนต์ยาวเป็นหางว่าว

.

.

.

ชิว มั้ย?

.

ไม่.....

บ่น มั้ย?

.

เอิ่ม...

.

.

 

นั่งคิดหลายตลบแบบว่าตอนนี้ก็หาเงินได้เรื่อยๆ อารมณ์ทำงานเดิมๆ เบื่อๆ

ทีสิสค้างคา ก็รู้สึกว่า มันไม่ได้นะ

ตอนนี้ต้องเคลียร์อะไรสักอย่าง

อีกอย่างอนาคตนี่โคตรจะไม่แน่นอน ว่าจะยังไง

ว่าจะไปเยอรมันหรืออะไร ยังไง ไม่รู้เลย

รู้แต่ทีสิสต้องเคลียร์ให้เสร็จก่อน

.

.

ก่อนหน้านี้

เราเคยคิดว่าหลายเรื่องมันหนักหนาสาหัสจัง

เหนื่อยจัง เพลียร่าง ร่างจะแหลก ยาก เครียด

แต่พอผ่านมาหลายๆรูปแบบ มันก็แค่ช่วงนึง

ที่ต้องค่อยๆสะสางไปทีละอย่าง แล้วมันก็จะผ่านมาได้เอง

จนลืมไปแล้วว่าเราผ่านมาได้ยังไง

วันที่โม่ตีฟ4ห้อง อดนอน เกิน limit งานในงานนอกชนกัน

โดนตามงาน กับช่วงที่แม่ไม่สบาย ต้องรีบกลับบ้าน

ต้องทิ้งงานมาซะเฉยๆ

.

.

อารมณ์นั้นก็แบบ งานมันก็แค่งานอะ

มีอะไรที่สำคัญกว่างานหลายเรื่อง

.

.

งานมันก็แค่อะไรที่ทำเลี้ยงชีพ ยังมีชีวิตที่ต้องใช้

ถ้าใช้ชีวิตทำแต่งาน เราก็จะเลิกทำงานไม่ได้

เหมือนช่วงนึงที่เราว่างๆ รู้สึกเหงามาก

รู้สึกว่าไม่มีอะไรให้ทำหาค่าขนมเลยเหรอ

.

.

ยังไม่ทันจะครึ่งวัน 

โทรศัพท์มาละ

.

.

เอาละ เราจะพยายามไม่คิดถึงงาน

เพราะมันชอบมาตอนที่เราไม่พร้อม

มาพร้อมๆกัน มาหลายๆอัน

.

.

บางงานก็สนุกและผ่านง่าย

บางงานก็ เหนื่อยใจไม่อยากจะแก้เลย

 

เหมือนเป็นลูป วนไปวนมา

ฟรีแลนซ์กับออฟฟิสก็มีข้อดีแตกต่างกัน

ฟรีแลนซ์ก็มีอิสระเรื่องเวลาที่เราไม่ต้องไปนั่งจ๋อมที่ออฟฟิสทั้งวัน

บางทีวันไหนอารมณ์บ่จอย ไม่อยากสุงสิงใคร ก็ไม่ต้องนั่งสงบเสงี่ยม

ตัวตรงเป็นระเบียบอยู่ที่ทำงาน ข้อเสียคือ ต้องมีวินัย วางแผนงาน

ไม่มีคนให้ปรึกษาในหลายเรื่องที่สงสัย 

(เหงาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา)

นอย

หาคนตอบไลน์เร็วๆไม่ทันใจ 

เพราะคนอื่นทำงานยุ่งๆกัน

 

หลังๆที่ออฟฟิสเราก็เริ่มปวดหัวกะพี่ซีเนียร์มาก

เพราะแต่ก่อนแกไม่เนี๊ยบขนาดนี้

แต่แบบเดวนี้เป้ะมาก บางทีก็แบบ พี่ต้องการไรจากหนูเนี้ย?

อารมณ์หงุดหงิดๆ (ที่ใครๆก็เป็นมั้งเวลาเจอคอมเมนต์ยาวๆ)

แล้วแบบที่ออฟฟิสนี่แบบตัวเทพทั้งน้าน

เรานี่เบๆ ต๊อกต๋อยไปเลย 

มาตรฐานใดๆชิดซ้ายไปเลยเมื่อเจอมือตีฟออฟฟิสนี้

ทำโคตรเร็ว ตีฟโคตรสวย เนี้ยบ(ตามเม้นท์ซีเนียร์)

แม่จ้าว.....ไม่มีที่ยืน

บางทีก็ sad มาก ได้แต่พยายามก้าวต๊อกแต๊กต่อไป

.

.

น้อยมากที่เราจะเสียเซลฟ์ แล้วแบบไม่มั่นใจ

ไม่อยากทำต่อ อยากไปนอนหนีความจริง

.

นี่มันขี้แพ้ชัดๆ

.

แต่แบบโหดกว่านี้ก็มีมั้ง

แต่แบบเรามาทำงานนะเฟร้ย นี่มันสนามรบรึเปล่า

บางทีก็คิด

แล้วก็นั่งทำงานสงบเสงี่ยมเรียบร้อยต่อไป

(นั่งยองๆ จิ้มพื้น)

.

.

 

loser

มากๆ

 

Comment

Comment:

Tweet

Recommend