mintd*-* View my profile

ช่วงนี้ทำหลายอย่างมากใน 1อาทิตย์ปรับโหมดไม่ค่อยทัน พออายุเริ่มเยอะทุกคนก็จะบ่นๆเหมือนๆกันว่า

อดหลับอดนอนตรากตรำเหมือนกับสมัยวัยรุ่นไม่ได้เลย เพราะสังขารไม่ไหว แต่ถ้าเทียบกับผลงานที่ได้

มันอาจจวัดได้พอๆกัน เพราะเมื่อเราโตขึ้นความฉลาดและประสบการณ์ก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถจัดการ

หน้าที่หลายๆอย่างที่เข้ามาได้ เพราะเมื่อก่อนเราก็ใช้แค่พลังมุ่งมั่น ทำๆไป ไม่ได้วางแผนว่าต้องแบ่งเวลา

ทำงานยังไงให้ทัน

อะไรสำคัญกว่าที่ต้องทำ ตอนนี้เหมือนพอรู้ว่าสับรางยังไงให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้

อาจจะไม่ได้เพอร์เฟค เพราะชีวิตเรามันไม่มีอะไรที่ดูเฟอร์เฟคได้เลย มาแบบดูไร้รูปแบบ และคำอธิบาย

เหุผลตรรกะใดๆ  จริงๆมีเหตุผลแต่เราขี้เกียจอธิบาย อธิบายไปก็ไม่ค่อยมีใครเข้าใจ

 

 

สัปดาห์ที่แล้ว 

1.งานออฟฟิส - ทำfacade version5.4 ผ่านซักที

2.งานนอก -  revise tive jason

      - revise tive planet 2nd

                   - ได้งาน tive คอนโดอันเดิมมาอีกแล้วรอบที่4

3.เรียน - ส่งcode c# database

- เรียน LINQ

- ดึงข้อมูลจาก CAD

 

เหมือนช่วงนี้เป็นช่วงงานนอกเยอะกว่างานประจำยังไงไม่รู้ทำให้เราไม่รู้จะโฟกัสอะไรยังไงดี

ไม่ได้อยากจะทำงานเยอะหรือว่าอะไร เหมือนไม่มีเวลาซักผ้า หาข้าวกินปกติๆด้วย อารมณ์กินแบบกินไปงั้นๆ

ซักผ้าตอนเรนเดอร์งาน คิดสิบเรื่องในเวลาเดียวกัน 

หลังจากส่งการบ้านเขียนโปรแกรมไปแล้วโล่งหัวมาบ้าง ก็ยังชะล่าใจไม่ได้เพราะต้องนั่งร่างโปรแกรม

ที่จะทำทีสิส มีอยู่วันนึงที่นั่งเขียนโปรแกรมเป็นวันที่ปวดหัวมาก เราปกติไม่ได้มานั่งเขียนอะไรที่เราไม่เข้าใจ

เหมือนพยายามเสิจอะไรจากเนตแล้วเอามาใช้ พอรันแล้ว ERROR ปวดกบาลมาก

แล้วพอทำเสร็จแต่ดันไปเผลอลบปุ่ม โปรแกรมเลยERROR นั่งทำใหม่ จะร้องไห้จริงๆเลย

วันนั้นกินแต่สาหร่ายกับขนมเหลือๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะหาอะไรดีๆกิน คือจดจ่อให้โปรแกรมมันเสร็จ

ไม่มีความรู้สึกจดจ่อแล้วเฟลๆแบบนี้มานานมาก เรนเดอร์เสียไฟล์พังยังพอกู้ได้ แต่โค้ดรันไม่ออก

ไม่รู้แล้วเฟร้ย.... ด้วยความที่ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับเขียนโปรแกรมเลย ทำให้เราเดามั่วๆซั้วๆไปเรื่อย

พอไปถามน้องที่เรียนด้วยกันแต่จบวิทย์คอม น้องเค้าก็ช่วยดีมากอ่า ดีกว่าเราไปมั่วๆ

แต่มันคนละชั้นจริงๆแหละ น้องเค้าโปรแกรมเมอร์  ไอ้เราโปรแกรมมั่ว 

แต่เราก็อาศัยความถึกที่สั่งสมมาพยายาม

 

อาจารย์สอนเร็วมาก แต่ก็เข้าใจอหละความเคยชินของแกเวลาเขียนโปรแกรม 

แกเขียนเร็วๆมาแต่ไหนแต่ไร พอพวกเราที่มาจากหลายๆอาชีพที่ไม่ค่อยได้มาเขียนโปรแกรม

กว่าจะพิมพ์ได้แต่ละบรรทัด  ต้องมานั่งระวังสัญญลักษณ์ ดูวงเล็บใส่ครบไหม เขียนSYNTAX

ผิดรึเปล่า พยายามเข้าใจcode ที่อ่านไม่เป็นภาษามนุษย์ ต้องมีตัวแปรหลายๆชั้น

รู้สึกเหมือนใช้สมองเยอะมาก เรียนเสร็จหิวมาก ขนมที่ซื้อมารีบกินตรงป้ายรถเมล์จนหมด

แบบเร็วมากด้วยความหิว เนื่องจากการใช้สมองเยอะ

 

แต่ถ้าเราไม่นั่ง งมโค้ดมาก่อนเราก็จะไม่เข้าใจตอนเรียนนะว่า หลักการทำโปรแกรมมันยังไง

มันใช้ความเข้าใจมากๆเลย แถมต้องจำโค้ดว่าตัวไหนใช้ยังไง ขนาดเรียนไม่กี่ภาษาก็จะแย่ละ

แถมอาจารย์บอกว่าจะให้เราทำโปรแกรมบนมือถือ ต้องเรียนภาษาใหม่สินะ พยายามหาพื้นที่ว่างๆ

บนสมองเพิ่ม โหยแค่นี้ก็จะแย่แล้ว แต่เราก็ไม่ควรกลัวอะไรก่อน ถ้าเราทำท่าแหยง อาจารย์ก็จะ

ไม่อยากสอน เราเป็นพวกชอบถาม เป็นคำถามโง่ๆก็ตาม (ถ้าไม่โง่ก็ไม่ถามหรอกจริงมั้ย)

 

อันนี้แถมรูปแมวคณะ เป็นแมวนิ่งๆไม่ตื่นคน แต่เรียกก็ไม่มา(ปกติแมว)

 

#แมวเซเลป #แมวหลายช็อต

 

- คิดว่าฟรีแลนซ์ก็อาจจะมีหมดอายุเหมือนกัน

เริ่มคิดว่าต่อไปจะทำอะไรต่อไปเพราะคงจะทำฟรีแลนซ์ไปยันอายุ 40 อะไรแบบนั้นไม่ได้

แต่ชีวิตอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน เราก็ยังไม่อยากไปรับใครส่งๆว่าเรียนจบแล้วจะทาทำอะไร

เพราะว่าปัจจุบันก็รับงานมาทำหลายเจ้ามาก มันก็ไม่ยากหรอกถ้าจะไม่ทำ แต่เราก็คิดว่าถ้ายังทำได้

ก็ทำไปเถอะ เพราะไม่รู้ว่าปฎิเสธไปจะได้ทำงานกับเค้าอีกมั้ย คู่แข่งเยอะจะตายไป 

แต่ด้วยความที่ทำตีฟมันก็ใช้เวลาและฝีมือ + อารมณ์ติสในบางที ก็เลยอาจจะไม่ใช่งานที่แข่งกันสบายๆ

มันต้องใช้ความสม่ำเสมอและความขยันควบคู่ไปด้วย

 

มีบางสัปดาห์ที่เราทำตีฟเกือบ 20ตีฟ เล่นเอาเกือบอ้วก อ้วกในที่นี้คือมันเอียน

เวลาคนเราทำอะไรเยอะๆไปมันก็จะมีโหมดแบบว่า "เฮ้ย...ชั้นไม่ใช่เครื่องจักรนะเฟร้ย"

คิดสักแปปนึงแหละ แต่ถ้าอะไรที่มันต้องทำ "มันก็แค่ต้องทำแล้วผ่านไปให้ได้"

 

มีช่วงนึงเราเริ่มคุยกับคนๆนึงแต่ก็แค่เรื่องที่ผ่านไปเร็วมาก ไม่ได้เป็นแฟนอะไรกันหรอก

บางทีก็เหมือนกับว่าเราคุยกับคนอื่นคนละภาษา เหมือนคนอื่นพยายามจะเข้าใจเรา

แต่เราไม่โอเค เพราะเวลาเราพยายามจะนึกเรื่องที่จะคุยด้วยเราก็ไม่รู้จะคุยอะไร

คงเพราะว่าเราไม่ได้ชอบเค้าเลยละมั้ง ต่อให้พยายามยังไง มันก็ไม่มีอะไรจะอยากให้คุย

เราเลยคิดว่าไม่รู้จะคุยทำไง ก็เสียเวลาแล้วก็ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดเปล่าๆ

บางทีก็คิดว่าเราไม่ปกติเปล่าฟระ นิสัยไร้ความโรแมนติกสุดๆ

ถ้าคุยเรื่องดารา เราก็ไม่รู้เรื่อง ทีวีก็ไม่ดู ดราม่าก็ไม่สนใจ คุยเรื่องว่ากินอะไรทำอะะไรก็ไม่ชอบเล่า

ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาแจกแจงว่ากินอะไรทำอะไรให้ฟัง กับแม่ยังไม่เล่าเลย

เรื่องงานประมาณ90% แต่ยิ่งไม่อยากเล่าใหญ่เลย ตื่นมาก็เปิดคอมมานั่งทำละ

ซักพักอาบน้ำหากาแฟกินไปทำงาน ออฟฟิสก็บ้างาน ขนาดข้าวเที่ยงยังไปกินบ่ายกันเลย

ยุ่งๆทั้งวันต้องกลับบ้านมาทำงานนอกอีก เผลอๆงานเร่งอดนอนอีกบางวัน นอน2ชม

ตื่นมาทำงานต่อ ฉีดกาแฟเข้าเส้นได้คงทำไปและ วันเสาร์ก็ไปเรียน ว่างๆก็นึกแต่เรื่องทีสิส

เรื่องโรแมนติกอะไรไม่มีอยู่ในหัวเลย ได้ดูซีรีย์ก็อด ไม่ผิดที่คนอื่นหรอก ผิดทีเรานี่แหละ

เราแค่รู้สึกเสียเวลาที่จะไปชอบใคร..

 

เพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า น้องมันมาถามว่า "พี่เอ็มเค้าเป็นทอมเหรอ ทำไมดูแมนจัง"

ไม่ต้องน้องเค้าสงสัยหรอก เรานี่แหละสงสัย เราไม่ได้ชอบผู้หญิงนะ

แต่นิสัยนี่ไม่มีความป็นผู้หญิงเลยสักนิด เป็นผู้หญิงที่แมนมากๆ พูดตรงจนคนฟังแล้วแอบเจ็บ

ตลกร้าย สงสัยติดมาจากพี่ที่ออฟฟิส คือออฟฟิสเราผุ้ชายเยอะ พี่เค้าก็จะปฎิบัติกับเราอย่างกับผู้ชาย

พูดกันตรงมาก ตรงแบบเจ็บๆเลยแหละ

 

ครั้งนึงพี่กีฟถามเราว่า

"วันนี้ทำได้แค่ตีฟเดียวเองเหรอ โหว... ตีฟนี้มันเป็นตีฟที่มีราคาแพงมากเลยนะเนี้ย"

อาจจะฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ให้แปล มันประมาณว่า ทำไมแกทำงานช้าจังวันนึงได้แค่ตีฟเดียวเองเหรอ

พูดคุยกันตรงๆแบบนี้กันเป็นธรรมดา เราเลยติดมาใช้กับคนอื่น ทำให้บางทีก็ไม่รู้ว่าไปพูดจาร้ายกาจกับคนอื่น

ลืมคิดไปว่าคนปกติเค้าไม่พูดตรงขนาดนี้

แต่ข้อดีคือ  ที่ออฟิสคุยกันได้ทุกเรื่อง ปรึกษากันได้เพราะความที่คุยกันตรงๆนี่แหละ 

แต่ก็ต้องรับคอมเมนต์ตรงๆให้ได้ด้วยแหละ  เราคิดเสมอว่า "คำพูดมันอาจจะเจ็บแต่ไม่ได้ทำให้เราตาย

โดนด่า สั่งสอน หรือพูดว่าอะไรมันก็แค่ไม่สบายใจ แต่ไม่ได้ทำให้เราตาย"

เราก็เลยไม่ค่อยคิดมาก แค่ฟัง ถ้ามันจริงมีเหตุผลเราก็จะปรับปรุง แต่ไม่เอามาเครียด

ถ้ามีปัญหา เราก็จะทำอันที่สำคัญที่สุด ค่อยๆแก้ไป บางทีก็เหมือนเขียนโปรแกรมตรงที่

เราค่อยๆเขียนโค้ดทีละคำสั่งแล้วรันดูว่าได้ไหม เขียนไปทีละอัน จนมันเสร็จ

ถ้าไปลุยเขียนๆหลายๆอันก็จะ ERROR แล้วไม่รู้ว่าไปแก้ตรงไหนดี

 

การทำงานในความเป็นจริงมันไม่ได้สวยหรูแบบที่ตอนเด็กๆเราคิดฝัน

หรือว่าในหนังชอบสร้าง ความจริงมันถูกคิดเป็นทุนนิยม กำไร ขาดทุน

พอสายติสเจอแบบนี่เยอะๆก็อาจจะเบื่อ แต่ก็ต้องปรับตัวแหละ เพราะที่เรียนจบมา

เหลือถึง40เปอร์เซนต์มาทำอาชีพนี้รึเปล่าก็ไม่รู้ ใช้ถึกอย่างเดียวก็ไม่ได้

หมายถึงตรงสายจริงๆนะ ไม่รวมเซลล์ดีไซน์เนอร์ จัดพร็อบ ผู้รับเหมา AE อะไรอย่างงี้

แต่ก็แล้วแต่ความชอบแหละมันก็ขึ้นอยู่กับว่าหาตัวเองเจอ จบมาก็ใช่ว่าต้องทำอะไรที่จบ

แต่อาจจะเสียดาย เพราะว่ามันก็ยากอยู่ที่กว่าจะจบได้

 

 

แต่ความสนุกมันก็อยู่ตรงสิ่งที่เราเจอระหว่างทางนี่แหละ

ความลำบากจะสอนอะไรหลายๆอย่าง

ถ้าเราสบาย มันจะไม่ได้บริหารสมองเท่าไหร่

การบริหารสมองก็ทำให้เราได้พัฒนาความคิดแล้วก็เติบโตขึ้น

เติบโตขึ้นเราก็จะคิดถึงคนอื่นด้วย เหมือนมีสังคมให้เราต้องเรียนรู้ว่าเราจะทำยังไง

 

Comment

Comment:

Tweet

Recommend