mintd*-* View my profile

"กลับมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวแล้ว"

 

ทำตัวขี้เกียจมากกว่าตอนที่ทำงานออฟฟิสอีก บางทีก็ไม่เข้าใจตัวองเหมือนกัน

อารมณ์ผีเข้าผีออก ไม่อยู่ในหมวดปกติ 

จริงๆก็รู้แหละว่าเราทำตัวแย่ ไม่ขยัน ผ่านมา1อาทิตย์แบบเฉื่อยๆ

 

คือ ปกติจะปั่นตีฟเป็นพายุ ปั่นแบบ เพื่อนว่าเราอึดไปป้ะเนี้ย?

อยู่ๆจะทำวันละ 7ตีฟ  (คิดได้ไง)

ตอนจะทำคือลืมคิด เวลายุ่งๆ โหมดไตร่ตรอง คือพังมาก

หลังจากอยู่ออฟฟิส มาตรฐานการทำงานของเราก็สับสน

บางทีก็ไม่แน่ใจว่าชาวบ้านเค้าทำได้เท่าไหร่?

แต่คนในออฟฟิสดันทำได้ (ห้ามบ่น ห้ามอ่อนแอ ห้ามงอแง)

สตร็องเท่านั้น

 

พอแก่ประมาณนึง มันก็จะมีคำถามกับตัวเองว่า "นี่เราทำงานไปเพื่ออะไรฟระ"

คือ ไม่ใช่ว่าเราเกี่ยงงาน หรือว่าขี้เกียจสันหลังยาวอะไรนะ

เมื่องานมันวนลูปอยู่ในโซนเดิมๆ ปัญหาที่แก้ไม่ตก 

นอกจากทำงานแล้วก็อยากมีเวลาให้ตัวเองไรเงี้ย?

ก็เลยคิดว่ามาทำฟรีแลนซ์ ให้เรามีเวลาทำอะไรของเรามั่งดีกว่า...

 

เรื่องการแบ่งเวลา สลับรางนี่เราว่าเราค่อนข้างเชื่ยวล่ะ

(มันเป็นอะไรที่อนาถใจมาก) ไม่ควรทำบ่อยๆ

เพราะรู้สึกเหมือนอายุสั้นลงทุกครั้งที่พยายามจะทำ

อารมณ์แบบว่า โดนทวงงานตอนเช้า แล้วยังไม่ได้เริ่มทำเลยสักกะนิด

เพราะมัวไปปั่นอย่างอื่นอยู่ แล้วต้องส่ง (ควรจะเครียดแล้วใช่มะ แกทำตัวเองนิ)

แต่ด้วยความด้านชา (สมองตายด้านไปแล้ว)

อันนี้พูดจริงๆนะ เรามันพวกประสาท

 

พอรับโทรศัพท์ "ค่าๆ เดี๋ยวจะส่งงานให้พรุ่งนี้นะคะ"

เดี๋ยวก่อน.... แกยังไม่ได้ทำเลยไม่ใช่รึ?

แต่มันคือความนิสัยเสียส่วนตัว (ห้ามลอกเลียนแบบ)

ไอ้เรื่องไม่ดีไม่แนะนำให้เลียนแบบ เพราะจริงๆก็ยายามจะเลิกอยู่นิสัยชิวๆ ไม่รู้เรื่องของตัวเอง

ใครที่เครียดๆนี่เจอเราอาจจะปวดขมองตาย

เพราะเรามันชิวจนวินาทีสุดท้าย ชิวแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ

....แต่ว่า งานเสร็จ (คือก็เสร็จแบบ งงๆ)

 

ไอ้คนอย่างเราเนี้ยนะ โคตรจะไม่เหมาะสมกับการทำออฟฟิสเลย

บางทีเราก็รู้สึกอยากไล่ตัวเองออกมาตั้งนานแล้ว การที่ต้องไปเช้าๆ

หรือต้องนั่งออฟฟิสทั้งวันเนี้ยโคตรจะไม่ใช่ตัวเราเลย

เราล่ะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ถึงอยากให้เราเป็นอาจารย์

เราจะไปสอนใครได้น้า ตัวเองยังบังคับไม่ได้เลย

รู้สึกว่าใครที่ได้มาเรียนกับเราเนี้ยโคตรซวยแน่ๆ

แต่กว่าจะถึงเวลานั้นเราจะพยายามเนียนๆให้ถึงที่สุด

 

 

ตอนนี้มีงานอดิเรกใหม่นอกจากวิ่ง

 

นั่นก็คือ เลี้ยงไม้กระถาง

กระบองเพชร ซัคคิวแลนท์ ทิลเลนเซีย 

จริงๆก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากสเปรย์น้ำวันละครั้งยกไปตากแดดที่ระเบียง 

แล้วก็ดูมันไม่ให้แห้งตาย

ตอนแรกก็จะไปซื้อมาเพิ่ม แต่ด้วยความขี้เกียจ เราไปวิ่งจตุจักรทุกวัน

แต่ถ้าให้แบกต้นไม้วิ่งก็ลำบาก เลยไม่ได้ไปดูซักที

หืม! นี่มันครบอาทิตย์ที่ซื้อมาแล้วนี่หว่า ไวมาก...

 

ตอนแรกก็ไปวิ่งนี่แหละ แต่ด้วยความที่เราอยากซื้อมานานและ

แต่แค่เวลาจะนอนยังไม่มี ก็เลยไม่ซื้อมาเลี้ยง

ได้แต่เสิจรูปใน pinterest เสิจจนคนคงคิดว่าเรามันนักเล่นกระบองเพชรตัวยง

"เปล่าเลย" คือทำได้อย่างมากก็เอาต้นไม้ที่ชอบไปใส่ในตีฟลูกค้า

ไหนๆก็พอมีเวลาละ (จากการอู้งานที่ค้างทั้งหลาย)

เราวิ่งเสร็จ 8โมง ก็เลยไปเดินจตุจักร

(ยังไม่มีร้านเปิดเลยจ้า....)

เดินแกร่วจนเกือบ 9โมง แดดอย่างร้อน

ร้านถึงเปิด ก็เลยได้มานิดหน่อย 3ต้น100

แถมกระถางที่เราว่ามันใส่อะไรไม่ได้นอกจากพวกทิลเลนเซีย

ก็ได้มาอย่างที่เห็น 

 

เป้าหมายต่อไป คือการจัดห้องแนวมูจิ

เซ็นๆ เท่าที่จะเอื้ออำนวย รู้สึกต้องโละของออกไปบางส่วนเพื่อความเซ็น

นี่คือบริจาคไปเยอะก็ไม่หมดสักที

การ์ตูนนี่คือ ห้าม... ทิ้งก็ทำใจไม่ได้

นี่งดไปงานหนังสือมา2ปีละนะ

เหตุผลคือเราชอบซื้อมากอง กว่าจะได้อ่านนี่เกือบครบรอบงานหนังสืออีกที

ก็เลยคิดว่า เปลืองเงินเปล่าๆ

 

อ้อ...

ช่วงนี่้ไปวิ่งจตุจักร คนแบบว่ามหาศาลมาก

คิดว่าเยอะกว่าช่วงก่อนๆ ไม่รุเพราะปิดเทอมหรือว่าอะไร

พวกนักวิ่งหน้าเก่าเราก็จำได้ เพราะเจอทุกวัน 

แต่ก็มีคนใหม่ๆมาวิ่ง เยอะเหมือนกัน

มีเจ้คนนึง ที่เราเจอเกือนทุกวัน เราเดินมาจากคอนโด

แล้วเจอเจ้เค้าปั่นจักรยานมา แกเป็นที่น่าจดจำมาก

ด้วยท่าวิ่งและการแต่งตัวของแก แกจะวิ่งเหมือนหลังค่อม (แต่ไปเร็วมาก)

อย่่างน้อยก็ pace6 เพราะเราวิ่ง pace7 ตามแกไม่ค่อยจะทัน 

แล้วแกจะชอบใส่เสื้อยืดๆลายดอกที่มีระบายๆ กับกางเกงขาสั้นสีดำ

แล้วแกก็จะแซงเราไปทุกรอบตลอดจนไม่แน่ใจว่าแกไปวิ่งลัดมาจากทางไหนรึเปล่า?

เพราะทุกทีเราก็วิ่งรอบเต็มที่ประมาน 3กิโล

ทำไมแกวกมาเร็วงี้

.

.

คือ ช่วงนี้ก็เลยเพิ่มความเร็วอยู่ 

เหมือนจะดีขึ้นตามเจ้แกมาติดๆ

เจ้แก ถือเป็นไอดอลเราเลย

แล้วก็ถ้าไปวิ่งเช้า เสาร์-อาทิตย์ 

ก็จะมีแก็งค์ที่ไปวิ่งเป็นทีมเยอะมาก

แต่ละคนนี่เทพ ตามไม่ทันเลย

ที่เห็นวิ่งเนิบๆ นี่ไม่ช้านะ คือ เหมือนจะไม่เร็ว แต่เร็ว

อย่างน้อยคือ 10กิโลอัพอะ เพราะเราไปวิ่งมาสามรอบก็ยังเห็นเค้าวิ่งกันอยู่เลย

.

.

บางทีเราก็อยากแบ่งปันโมเมนต์การวิ่งกะชาวบ้านบ้าง

แต่แบบคนใกล้ตัวเรานี่ไม่มีใครอินเลย

มีเพื่อนเราคนนึงอย่างมากก็วิ่ง5โลเงี้ย

พอชวนไปงานวิ่งก็กลัวว่าจะวิ่งไม่ทันวิ่งรั้งท้าย

สรุป เวลาไปงานวิ่งก็ไปคนเดียว เป็นการชิวตามลำพัง

.

.

ไปวิ่งสวน ก็ไปวิ่งคนเดียว

คนที่ออฟฟิสก็ไม่มีใครวิ่ง

(ลำพังจะปั่นงานออฟฟิสก็จะแย่ละ ใครจะไปวิ่งได้ทุกสถานการณ์แบบเรา)

เราว่าที่ทุกวันนี้เราปั่นงานได้ก็เพราะวิ่งนี่แหละ

เราว่าการวิ่งทำให้เราเข้มแข็งขึ้น

ไม่ว่าจะงานยากอุปสรรค เยอะ คอมเมนต์จุกจิกน่ารำคาญ

เราก็รู้สึกว่ามันก็แค่นั้น

การวิ่งเหมือนการพยายามเอาชนะใจตัวเอง

เราต้องตัดสินใจทุกย่างก้าวว่าเราจะไปยังไง

วิ่งแบบมีสมาธิมีสติ

(อันนี้ไม่ได้เวอร์)

การวิ่งในสวนนี่แบบหลบคนนี่ต้องเหมือนเป็นโหมด ออโต้มาก

ตอนแรก โคตรเกลียดเลย คนเยอะแยะไปหมด 

ตอนหลังๆเริ่มสนุก เหมือนเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่กระโดดๆ

พยายามนึกว่าตัวเองเป็นเกมมาริโอ้ อะดิ...

.

.

.

นาฬิกาเตือน6โมง ขอไปวิ่งซักแปป

นั่งรอเรนเดอร์มาหลายรูปละ

วิ่งซัก ชั่วโมง เวลานี้น่าจะไม่ร้อน

 

1ปีกับการเป็น semi freelance

.

.

.

และเกือบๆ 2ปีของการเป็นฟรีแลนซ์

.

.

.

แล้วมันต่างกันไง

.

ก็...ต่างตรงเป็นฟรีแลนซ์คือไม่เข้าออฟฟิสเลย แต่ semi คือ ไปบางวัน

.

แต่... เนื่องจากเราทิ้งทีสิสมานาน แล้วเหลือเวลาน้อยแล้ว

เราเลยขอหยุดงานออฟฟิสไว้ก่อนตั้งแต่เดือนหน้า

 

ตอนแรกนี่แบบคิดแล้วคิดอีก

.

.

จริงๆก็คิดแล้วคิดอีกมาสักพักแล้วแหละ ตั้งแต่ปีใหม่

.

.

ถ้าไม่มีงานออฟฟิสก็น่าจะอยู่ได้นะ

อีกอย่างเราใช้หนี้เครดิตไปหมดละ 

การเป็นหนี้นี่ทำให้ภาวะฟรีแลนซ์สั่นคลอน แค่ผ่อนคอนโดก็พอละ

ไปมีหนี้อย่างอื่นอีกปวดหัว

.

.

งานก็มีเข้ามาเรื่อยๆ แล้วต้องมากระจุกในช่วงเดียวกัน

แบบพี่คนนึงโทรมา อีกคนก็จะโทรมาในวันเดียวกัน

แล้วก็แบบเร่งเอาภายในอาทิตย์เดียวเหมือนกันด้วย

ไอ้เราก็....ชอบรับปากไปแบบงงๆ

.

.

และวนเข้าโหมดปั่นงานดังเดิม

 

วันอาทิตย์ เราไปงานวิ่งฮาฟมาราธอนมา

 งาน Medrathon

วิ่งเส้น สนามหลวง-สะพานปิ่นเล้า-ทางยกระดับ ขนส่งสายใต้วก กลับมาทางเดิม

เหนื่อยมาก กลับมานอนสลบทั้งวัน วันจันทร์โดนลากไปตีแบทอีกเพราะคนไม่ครบ

ร่างพังหนักกว่าเดิม ดีที่วันนี้ค่อยยังชั่ว แต่พรุ่งนี้ต้องไปจัดพร็อบโรงแรม เหลือแก้ตีฟ1ตีฟ

กับออกแบบคอนโด ส่งวันศุกร์(เช้า)

ทำตีฟคอนโดอีกอันส่งอังคาร 

แล้วก็แก้ตีฟงานเก่า ที่คอมเมนต์ยาวเป็นหางว่าว

.

.

.

ชิว มั้ย?

.

ไม่.....

บ่น มั้ย?

.

เอิ่ม...

.

.

 

นั่งคิดหลายตลบแบบว่าตอนนี้ก็หาเงินได้เรื่อยๆ อารมณ์ทำงานเดิมๆ เบื่อๆ

ทีสิสค้างคา ก็รู้สึกว่า มันไม่ได้นะ

ตอนนี้ต้องเคลียร์อะไรสักอย่าง

อีกอย่างอนาคตนี่โคตรจะไม่แน่นอน ว่าจะยังไง

ว่าจะไปเยอรมันหรืออะไร ยังไง ไม่รู้เลย

รู้แต่ทีสิสต้องเคลียร์ให้เสร็จก่อน

.

.

ก่อนหน้านี้

เราเคยคิดว่าหลายเรื่องมันหนักหนาสาหัสจัง

เหนื่อยจัง เพลียร่าง ร่างจะแหลก ยาก เครียด

แต่พอผ่านมาหลายๆรูปแบบ มันก็แค่ช่วงนึง

ที่ต้องค่อยๆสะสางไปทีละอย่าง แล้วมันก็จะผ่านมาได้เอง

จนลืมไปแล้วว่าเราผ่านมาได้ยังไง

วันที่โม่ตีฟ4ห้อง อดนอน เกิน limit งานในงานนอกชนกัน

โดนตามงาน กับช่วงที่แม่ไม่สบาย ต้องรีบกลับบ้าน

ต้องทิ้งงานมาซะเฉยๆ

.

.

อารมณ์นั้นก็แบบ งานมันก็แค่งานอะ

มีอะไรที่สำคัญกว่างานหลายเรื่อง

.

.

งานมันก็แค่อะไรที่ทำเลี้ยงชีพ ยังมีชีวิตที่ต้องใช้

ถ้าใช้ชีวิตทำแต่งาน เราก็จะเลิกทำงานไม่ได้

เหมือนช่วงนึงที่เราว่างๆ รู้สึกเหงามาก

รู้สึกว่าไม่มีอะไรให้ทำหาค่าขนมเลยเหรอ

.

.

ยังไม่ทันจะครึ่งวัน 

โทรศัพท์มาละ

.

.

เอาละ เราจะพยายามไม่คิดถึงงาน

เพราะมันชอบมาตอนที่เราไม่พร้อม

มาพร้อมๆกัน มาหลายๆอัน

.

.

บางงานก็สนุกและผ่านง่าย

บางงานก็ เหนื่อยใจไม่อยากจะแก้เลย

 

เหมือนเป็นลูป วนไปวนมา

ฟรีแลนซ์กับออฟฟิสก็มีข้อดีแตกต่างกัน

ฟรีแลนซ์ก็มีอิสระเรื่องเวลาที่เราไม่ต้องไปนั่งจ๋อมที่ออฟฟิสทั้งวัน

บางทีวันไหนอารมณ์บ่จอย ไม่อยากสุงสิงใคร ก็ไม่ต้องนั่งสงบเสงี่ยม

ตัวตรงเป็นระเบียบอยู่ที่ทำงาน ข้อเสียคือ ต้องมีวินัย วางแผนงาน

ไม่มีคนให้ปรึกษาในหลายเรื่องที่สงสัย 

(เหงาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา)

นอย

หาคนตอบไลน์เร็วๆไม่ทันใจ 

เพราะคนอื่นทำงานยุ่งๆกัน

 

หลังๆที่ออฟฟิสเราก็เริ่มปวดหัวกะพี่ซีเนียร์มาก

เพราะแต่ก่อนแกไม่เนี๊ยบขนาดนี้

แต่แบบเดวนี้เป้ะมาก บางทีก็แบบ พี่ต้องการไรจากหนูเนี้ย?

อารมณ์หงุดหงิดๆ (ที่ใครๆก็เป็นมั้งเวลาเจอคอมเมนต์ยาวๆ)

แล้วแบบที่ออฟฟิสนี่แบบตัวเทพทั้งน้าน

เรานี่เบๆ ต๊อกต๋อยไปเลย 

มาตรฐานใดๆชิดซ้ายไปเลยเมื่อเจอมือตีฟออฟฟิสนี้

ทำโคตรเร็ว ตีฟโคตรสวย เนี้ยบ(ตามเม้นท์ซีเนียร์)

แม่จ้าว.....ไม่มีที่ยืน

บางทีก็ sad มาก ได้แต่พยายามก้าวต๊อกแต๊กต่อไป

.

.

น้อยมากที่เราจะเสียเซลฟ์ แล้วแบบไม่มั่นใจ

ไม่อยากทำต่อ อยากไปนอนหนีความจริง

.

นี่มันขี้แพ้ชัดๆ

.

แต่แบบโหดกว่านี้ก็มีมั้ง

แต่แบบเรามาทำงานนะเฟร้ย นี่มันสนามรบรึเปล่า

บางทีก็คิด

แล้วก็นั่งทำงานสงบเสงี่ยมเรียบร้อยต่อไป

(นั่งยองๆ จิ้มพื้น)

.

.

 

loser

มากๆ

 

ไม่ได้มาเขียนนานมาก ตอนแรกว่าจะเขียนตอนตรุษจีน

แต่ช่างมันเหอะ เพราะมันดันผ่านมาแล้ว

ปีนี้พีคมาก งานจะเยอะไปไหน ลูกค้าจะจ้างเราเยอะไปมั้ย?

เป็นคำถามที่เราไม่กล้าจะถาม "พี่คะ อย่าจ้างหนูเยอะได้ไหมคะ?"

กล้าถามไหมละ?  งานนอกเยอะจนเราคิดจะลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่3วัน

แต่ก็ไม่กล้า การลาออกจากที่เดิมเป็นครั้งที่2นี่ต้องใช้ความกล้ามากกว่าเดิมเป็น2เท่า

ครั้งแรกจะอ้างอะไรก็อ้างไป  แต่พอเข้ามาใหม่ จะออกอีก เฮ้อ! พูดลำบาก

 

เอาเป็นว่าจงอธิบายจากภาพต่อไปนี้ละกัน

วันนี้ขี้เกียจพิมพ์ยาวๆ

 

 -1-

 ย้อนไปปีที่แล้วโน้นตอนที่ STARWARS เข้า เราได้บันทึกมาเล่มใหม่

แล้วก็เขียนบ่นเยอะแยะ เลยไม่ค่อยได้เขียนบล็อค

เพราะพกไปนั่งเขียนที่ร้านกาแฟเวลาที่เครียดๆ งานเยอะๆทุกทีสะใจกว่าพิมพ์มาก

 

 

-2-

 งานแรกของเราในออฟฟิสปีนี้ 

ร้านอาหารไทย ทำแบบจนเสร็จละ ยังไม่ได้สร้างสักที 

ไอ้ร้านที่ทำหลังๆ จนจะสร้างเสร็จกันหมดละ 

เอาเป็นว่าร้านแม่ช้อยส์นี่เป็นงานแรกของปีนี้

 

-3-

 

ได้บัตรเซเว่น กับจานเคโระ (ความชอบอันไร้สาระส่วนตัว)

 

-4-

ฉลองวาเลนไทน์ด้วยการทำงานแบบ งงๆ (กว่าเดิม)

เคลียร์แบบร้านไอติมให้พี่ออฟไปดราฟท์

 

สั่งกุ้งเทมปุระก็ไม่มี ดันต้องกินเสต็กแซลมอน นั่งเฝ้าเรนเดอร์

ตอนเย็นก็ไปวิ่ง

อ่อ ก่อนหน้าเคลียร์แบบ ก็ส่ง Prelim Design ห้องสมุดไป

แล้วพี่เค้าก็บอกว่ามีอีกงานนะ คอนโดที่ปารีส

ใจนึงก็ตื่นเต้นงานจะโกอินเตอร์ ใจนึงก็หนูทำไม่ทันพี่ ฮือๆ

 

-4-

วันก่อนไปซื้อรองเท้าวิ่ง เพราะเดือนหน้าลงฮาล์ฟ

(ข้ออ้างแกซื้อรองเท้าอีกละ)  #รองเท้าใหม่ชีวิตใหม่

แต่เราไม่ได้โพสท์น่าหมั่นไส้ในเฟสบุคอะไรแบบนี้นะ

วันแรกก็พาไปทดสอบ 21โลเลย

ฉิบ... ตอนใส่ที่ร้านก็ยังหลวมนิดๆ ไปวิ่งเจือกกัด 

เจ็บเล็บมาก 

พยายามคิดว่าตอนซื้อ Nike Free มาใหม่ๆมันก็โคดรัดเลย

ใส่ไม่สบายด้วย ต้องเอาไปวิ่่งเป็นเดือนกว่่าจะโอเค

(เอาวะหลอกตัวเองต่อไป)

 

-5-

วันนั้นครบ 1พัน โล พอดี วิ่งเป็นปีกว่าจะครบ ขี้เกียจบ้างไม่ค่อยไปบ้าง

ตามแต่จะมีเวลา

 

-6-

ติดกาแฟ พยายามเพลาๆ

เมื่อวานกินไป2 รู้สึกเหมือนจะอ้วก

หรือว่ามึนๆเพราะเล่นบอลโยคะตอนรอเรนเดอร์ 

ท้องเสียไป3รอบได้

ซึ่งปกติก็ราวๆนั้น คนในออฟฟิสจะคิดว่าเราเป็นมนุษย์ขี้อยู่ละ

ขี้ได้ทั้งวัน วันไหนท้องผูกนี่คือ เครียดละ

 

-7-

สตรอเบอรี่ที่ซื้อมาจากรถขายผลไม้ ซื้อมาโลละ100

ตอนแรกสีซีดมาก เอามาค้างไว้หลายวันจนมันสีแดง

ไงล่ะ 100นึงก็กินได้เฟร้ย อย่ามาดูถูก ถุงเท่าบ้าน

กินจนจู๊ดๆท้ังวัน (ไม่พ้นเรื่องขี้สินะ)

 

-8-

เสาร์-อาทิตย์ พยายามจบชั้น1ให้ได้

 

ติดงานพี่กรุ๊ปก็ยังไม่ได้ทำ

งานอนาคตก็จะจ้างอะไรอีก

ปวดขมองจุง

 

 

ลองละทั้งจ้างเพื่อน จ้างน้องที่ออฟฟิส

ปัญหามากกว่าเดิม

ไม่เวิคเลย สุดท้าย ทำเองเร็วสุดไม่มีปัญหา

เดวนี้ก็ซื้อโมเดลรัวๆเลย เพราะขี้เกียจปั้น 

เว็บ 3dsky.org เราว่าโอเคเลย ไม่แพง

โมเดลก็ไม่เสียด้วย ฟรีก็เยอะ

 

จบละ อัพแบบเร็วๆ

 

ช่วงนี้ทำหลายอย่างมากใน 1อาทิตย์ปรับโหมดไม่ค่อยทัน พออายุเริ่มเยอะทุกคนก็จะบ่นๆเหมือนๆกันว่า

อดหลับอดนอนตรากตรำเหมือนกับสมัยวัยรุ่นไม่ได้เลย เพราะสังขารไม่ไหว แต่ถ้าเทียบกับผลงานที่ได้

มันอาจจวัดได้พอๆกัน เพราะเมื่อเราโตขึ้นความฉลาดและประสบการณ์ก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถจัดการ

หน้าที่หลายๆอย่างที่เข้ามาได้ เพราะเมื่อก่อนเราก็ใช้แค่พลังมุ่งมั่น ทำๆไป ไม่ได้วางแผนว่าต้องแบ่งเวลา

ทำงานยังไงให้ทัน

อะไรสำคัญกว่าที่ต้องทำ ตอนนี้เหมือนพอรู้ว่าสับรางยังไงให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้

อาจจะไม่ได้เพอร์เฟค เพราะชีวิตเรามันไม่มีอะไรที่ดูเฟอร์เฟคได้เลย มาแบบดูไร้รูปแบบ และคำอธิบาย

เหุผลตรรกะใดๆ  จริงๆมีเหตุผลแต่เราขี้เกียจอธิบาย อธิบายไปก็ไม่ค่อยมีใครเข้าใจ

 

 

สัปดาห์ที่แล้ว 

1.งานออฟฟิส - ทำfacade version5.4 ผ่านซักที

2.งานนอก -  revise tive jason

      - revise tive planet 2nd

                   - ได้งาน tive คอนโดอันเดิมมาอีกแล้วรอบที่4

3.เรียน - ส่งcode c# database

- เรียน LINQ

- ดึงข้อมูลจาก CAD

 

เหมือนช่วงนี้เป็นช่วงงานนอกเยอะกว่างานประจำยังไงไม่รู้ทำให้เราไม่รู้จะโฟกัสอะไรยังไงดี

ไม่ได้อยากจะทำงานเยอะหรือว่าอะไร เหมือนไม่มีเวลาซักผ้า หาข้าวกินปกติๆด้วย อารมณ์กินแบบกินไปงั้นๆ

ซักผ้าตอนเรนเดอร์งาน คิดสิบเรื่องในเวลาเดียวกัน 

หลังจากส่งการบ้านเขียนโปรแกรมไปแล้วโล่งหัวมาบ้าง ก็ยังชะล่าใจไม่ได้เพราะต้องนั่งร่างโปรแกรม

ที่จะทำทีสิส มีอยู่วันนึงที่นั่งเขียนโปรแกรมเป็นวันที่ปวดหัวมาก เราปกติไม่ได้มานั่งเขียนอะไรที่เราไม่เข้าใจ

เหมือนพยายามเสิจอะไรจากเนตแล้วเอามาใช้ พอรันแล้ว ERROR ปวดกบาลมาก

แล้วพอทำเสร็จแต่ดันไปเผลอลบปุ่ม โปรแกรมเลยERROR นั่งทำใหม่ จะร้องไห้จริงๆเลย

วันนั้นกินแต่สาหร่ายกับขนมเหลือๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะหาอะไรดีๆกิน คือจดจ่อให้โปรแกรมมันเสร็จ

ไม่มีความรู้สึกจดจ่อแล้วเฟลๆแบบนี้มานานมาก เรนเดอร์เสียไฟล์พังยังพอกู้ได้ แต่โค้ดรันไม่ออก

ไม่รู้แล้วเฟร้ย.... ด้วยความที่ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับเขียนโปรแกรมเลย ทำให้เราเดามั่วๆซั้วๆไปเรื่อย

พอไปถามน้องที่เรียนด้วยกันแต่จบวิทย์คอม น้องเค้าก็ช่วยดีมากอ่า ดีกว่าเราไปมั่วๆ

แต่มันคนละชั้นจริงๆแหละ น้องเค้าโปรแกรมเมอร์  ไอ้เราโปรแกรมมั่ว 

แต่เราก็อาศัยความถึกที่สั่งสมมาพยายาม

 

อาจารย์สอนเร็วมาก แต่ก็เข้าใจอหละความเคยชินของแกเวลาเขียนโปรแกรม 

แกเขียนเร็วๆมาแต่ไหนแต่ไร พอพวกเราที่มาจากหลายๆอาชีพที่ไม่ค่อยได้มาเขียนโปรแกรม

กว่าจะพิมพ์ได้แต่ละบรรทัด  ต้องมานั่งระวังสัญญลักษณ์ ดูวงเล็บใส่ครบไหม เขียนSYNTAX

ผิดรึเปล่า พยายามเข้าใจcode ที่อ่านไม่เป็นภาษามนุษย์ ต้องมีตัวแปรหลายๆชั้น

รู้สึกเหมือนใช้สมองเยอะมาก เรียนเสร็จหิวมาก ขนมที่ซื้อมารีบกินตรงป้ายรถเมล์จนหมด

แบบเร็วมากด้วยความหิว เนื่องจากการใช้สมองเยอะ

 

แต่ถ้าเราไม่นั่ง งมโค้ดมาก่อนเราก็จะไม่เข้าใจตอนเรียนนะว่า หลักการทำโปรแกรมมันยังไง

มันใช้ความเข้าใจมากๆเลย แถมต้องจำโค้ดว่าตัวไหนใช้ยังไง ขนาดเรียนไม่กี่ภาษาก็จะแย่ละ

แถมอาจารย์บอกว่าจะให้เราทำโปรแกรมบนมือถือ ต้องเรียนภาษาใหม่สินะ พยายามหาพื้นที่ว่างๆ

บนสมองเพิ่ม โหยแค่นี้ก็จะแย่แล้ว แต่เราก็ไม่ควรกลัวอะไรก่อน ถ้าเราทำท่าแหยง อาจารย์ก็จะ

ไม่อยากสอน เราเป็นพวกชอบถาม เป็นคำถามโง่ๆก็ตาม (ถ้าไม่โง่ก็ไม่ถามหรอกจริงมั้ย)

 

อันนี้แถมรูปแมวคณะ เป็นแมวนิ่งๆไม่ตื่นคน แต่เรียกก็ไม่มา(ปกติแมว)

 

#แมวเซเลป #แมวหลายช็อต

 

- คิดว่าฟรีแลนซ์ก็อาจจะมีหมดอายุเหมือนกัน

เริ่มคิดว่าต่อไปจะทำอะไรต่อไปเพราะคงจะทำฟรีแลนซ์ไปยันอายุ 40 อะไรแบบนั้นไม่ได้

แต่ชีวิตอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน เราก็ยังไม่อยากไปรับใครส่งๆว่าเรียนจบแล้วจะทาทำอะไร

เพราะว่าปัจจุบันก็รับงานมาทำหลายเจ้ามาก มันก็ไม่ยากหรอกถ้าจะไม่ทำ แต่เราก็คิดว่าถ้ายังทำได้

ก็ทำไปเถอะ เพราะไม่รู้ว่าปฎิเสธไปจะได้ทำงานกับเค้าอีกมั้ย คู่แข่งเยอะจะตายไป 

แต่ด้วยความที่ทำตีฟมันก็ใช้เวลาและฝีมือ + อารมณ์ติสในบางที ก็เลยอาจจะไม่ใช่งานที่แข่งกันสบายๆ

มันต้องใช้ความสม่ำเสมอและความขยันควบคู่ไปด้วย

 

มีบางสัปดาห์ที่เราทำตีฟเกือบ 20ตีฟ เล่นเอาเกือบอ้วก อ้วกในที่นี้คือมันเอียน

เวลาคนเราทำอะไรเยอะๆไปมันก็จะมีโหมดแบบว่า "เฮ้ย...ชั้นไม่ใช่เครื่องจักรนะเฟร้ย"

คิดสักแปปนึงแหละ แต่ถ้าอะไรที่มันต้องทำ "มันก็แค่ต้องทำแล้วผ่านไปให้ได้"

 

มีช่วงนึงเราเริ่มคุยกับคนๆนึงแต่ก็แค่เรื่องที่ผ่านไปเร็วมาก ไม่ได้เป็นแฟนอะไรกันหรอก

บางทีก็เหมือนกับว่าเราคุยกับคนอื่นคนละภาษา เหมือนคนอื่นพยายามจะเข้าใจเรา

แต่เราไม่โอเค เพราะเวลาเราพยายามจะนึกเรื่องที่จะคุยด้วยเราก็ไม่รู้จะคุยอะไร

คงเพราะว่าเราไม่ได้ชอบเค้าเลยละมั้ง ต่อให้พยายามยังไง มันก็ไม่มีอะไรจะอยากให้คุย

เราเลยคิดว่าไม่รู้จะคุยทำไง ก็เสียเวลาแล้วก็ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดเปล่าๆ

บางทีก็คิดว่าเราไม่ปกติเปล่าฟระ นิสัยไร้ความโรแมนติกสุดๆ

ถ้าคุยเรื่องดารา เราก็ไม่รู้เรื่อง ทีวีก็ไม่ดู ดราม่าก็ไม่สนใจ คุยเรื่องว่ากินอะไรทำอะะไรก็ไม่ชอบเล่า

ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาแจกแจงว่ากินอะไรทำอะไรให้ฟัง กับแม่ยังไม่เล่าเลย

เรื่องงานประมาณ90% แต่ยิ่งไม่อยากเล่าใหญ่เลย ตื่นมาก็เปิดคอมมานั่งทำละ

ซักพักอาบน้ำหากาแฟกินไปทำงาน ออฟฟิสก็บ้างาน ขนาดข้าวเที่ยงยังไปกินบ่ายกันเลย

ยุ่งๆทั้งวันต้องกลับบ้านมาทำงานนอกอีก เผลอๆงานเร่งอดนอนอีกบางวัน นอน2ชม

ตื่นมาทำงานต่อ ฉีดกาแฟเข้าเส้นได้คงทำไปและ วันเสาร์ก็ไปเรียน ว่างๆก็นึกแต่เรื่องทีสิส

เรื่องโรแมนติกอะไรไม่มีอยู่ในหัวเลย ได้ดูซีรีย์ก็อด ไม่ผิดที่คนอื่นหรอก ผิดทีเรานี่แหละ

เราแค่รู้สึกเสียเวลาที่จะไปชอบใคร..

 

เพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า น้องมันมาถามว่า "พี่เอ็มเค้าเป็นทอมเหรอ ทำไมดูแมนจัง"

ไม่ต้องน้องเค้าสงสัยหรอก เรานี่แหละสงสัย เราไม่ได้ชอบผู้หญิงนะ

แต่นิสัยนี่ไม่มีความป็นผู้หญิงเลยสักนิด เป็นผู้หญิงที่แมนมากๆ พูดตรงจนคนฟังแล้วแอบเจ็บ

ตลกร้าย สงสัยติดมาจากพี่ที่ออฟฟิส คือออฟฟิสเราผุ้ชายเยอะ พี่เค้าก็จะปฎิบัติกับเราอย่างกับผู้ชาย

พูดกันตรงมาก ตรงแบบเจ็บๆเลยแหละ

 

ครั้งนึงพี่กีฟถามเราว่า

"วันนี้ทำได้แค่ตีฟเดียวเองเหรอ โหว... ตีฟนี้มันเป็นตีฟที่มีราคาแพงมากเลยนะเนี้ย"

อาจจะฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ให้แปล มันประมาณว่า ทำไมแกทำงานช้าจังวันนึงได้แค่ตีฟเดียวเองเหรอ

พูดคุยกันตรงๆแบบนี้กันเป็นธรรมดา เราเลยติดมาใช้กับคนอื่น ทำให้บางทีก็ไม่รู้ว่าไปพูดจาร้ายกาจกับคนอื่น

ลืมคิดไปว่าคนปกติเค้าไม่พูดตรงขนาดนี้

แต่ข้อดีคือ  ที่ออฟิสคุยกันได้ทุกเรื่อง ปรึกษากันได้เพราะความที่คุยกันตรงๆนี่แหละ 

แต่ก็ต้องรับคอมเมนต์ตรงๆให้ได้ด้วยแหละ  เราคิดเสมอว่า "คำพูดมันอาจจะเจ็บแต่ไม่ได้ทำให้เราตาย

โดนด่า สั่งสอน หรือพูดว่าอะไรมันก็แค่ไม่สบายใจ แต่ไม่ได้ทำให้เราตาย"

เราก็เลยไม่ค่อยคิดมาก แค่ฟัง ถ้ามันจริงมีเหตุผลเราก็จะปรับปรุง แต่ไม่เอามาเครียด

ถ้ามีปัญหา เราก็จะทำอันที่สำคัญที่สุด ค่อยๆแก้ไป บางทีก็เหมือนเขียนโปรแกรมตรงที่

เราค่อยๆเขียนโค้ดทีละคำสั่งแล้วรันดูว่าได้ไหม เขียนไปทีละอัน จนมันเสร็จ

ถ้าไปลุยเขียนๆหลายๆอันก็จะ ERROR แล้วไม่รู้ว่าไปแก้ตรงไหนดี

 

การทำงานในความเป็นจริงมันไม่ได้สวยหรูแบบที่ตอนเด็กๆเราคิดฝัน

หรือว่าในหนังชอบสร้าง ความจริงมันถูกคิดเป็นทุนนิยม กำไร ขาดทุน

พอสายติสเจอแบบนี่เยอะๆก็อาจจะเบื่อ แต่ก็ต้องปรับตัวแหละ เพราะที่เรียนจบมา

เหลือถึง40เปอร์เซนต์มาทำอาชีพนี้รึเปล่าก็ไม่รู้ ใช้ถึกอย่างเดียวก็ไม่ได้

หมายถึงตรงสายจริงๆนะ ไม่รวมเซลล์ดีไซน์เนอร์ จัดพร็อบ ผู้รับเหมา AE อะไรอย่างงี้

แต่ก็แล้วแต่ความชอบแหละมันก็ขึ้นอยู่กับว่าหาตัวเองเจอ จบมาก็ใช่ว่าต้องทำอะไรที่จบ

แต่อาจจะเสียดาย เพราะว่ามันก็ยากอยู่ที่กว่าจะจบได้

 

 

แต่ความสนุกมันก็อยู่ตรงสิ่งที่เราเจอระหว่างทางนี่แหละ

ความลำบากจะสอนอะไรหลายๆอย่าง

ถ้าเราสบาย มันจะไม่ได้บริหารสมองเท่าไหร่

การบริหารสมองก็ทำให้เราได้พัฒนาความคิดแล้วก็เติบโตขึ้น

เติบโตขึ้นเราก็จะคิดถึงคนอื่นด้วย เหมือนมีสังคมให้เราต้องเรียนรู้ว่าเราจะทำยังไง

 

ไม่ได้เขียนมานานมาก อัพมา3รอบแล้ว พิมพ์ใหม่น้ำตาจิไหล

ถ้ารอบที่4เมื่อไหร่ ร้องไห้แน่ แต่ยังอัพอยู่เพราะรู้สึกแค้น เพราะsave draft ไม่ได้

 

ไปดูเรื่อง ฟรีแลนซ์ฯ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเลย

คือตั้งใจม๊ากกก.... แต่ชวนเพื่อนไม่มีใครไปด้วยเลย เลยไปคนเดียว

รอบ4โมง มีนักศึกษาไปเต็มเลย แต่ไม่ขนาดเต็มโรงอะไร

วันพฤหัสใครจะว่างไปดูตอน4โมงกันล่ะฮ้า (เอ่อ...เราไง)

 

 

ไปดูแล้วแบบ  เอามือชี้จอ   ไอ้ยุ่น นี่มันเราชัดๆ

แต่เราไม่หักโหมขนาดนั้นนะ 

ไม่เหมือนเป๊ะๆ  แต่เรื่องอดนอนแล้วผื่นขึ้นนี่ก็เป็น แถมสิวขึ้นอีก

มีครั้งนึงมีคนในคอนโดสวยๆ ทักเราว่าไปทำไรมาทำไมสิวเห่อขนาดนั้น

แต่โมเมนต์ประมาณว่า (มรึงไม่ต้องทักเหอะ กรุรู้ กรุอดนอนพอใจยัง)

เค้าก็พูดแบบว่า "แนะนำได้นะคะทำอะสักอย่างเกี่ยวกับพวกความงามเนี้ยล่ะ"

เรา (รู้สึกขอบไตมากๆ) ขั้นกว่าของขอบใจไปละ ช่างมันเหอะเรื่องนั้น 

ตอนนี้ไปหาหมอ หายละ ไม่ต้องมาทักแล้วนะ สวยแล้ว ขอบไตมาก

.

.

.

 

ปฏิทินของยุ่น

.

.

.

ปฏิทินของM

 

อาจจะดุฟริ้งฟริ้งกิ๊งก่องแก้ว อุดมไปด้วย post-it หลากสี

แต่2อาทิตย์ที่ผ่านมา ยุ่งนรกแตกมาก

ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำตีฟได้มากขนาดนั้น 

post-it เยอะจะเอาไปถมบ้านได้อยู่ละ 

นี่ก็เอามารีไซเคิล รองแก้วแทนทิชชู่ เช็ดโน่นนี้ก่อนทิ้ง

 

 

เรื่องวิ่ง

เดือนที่แล้วไปงานวิ่งครั้งแรก

งาน Aday ลงไว้ 5km

ติด100คนด้วย แต่ว่า 5km มันแค่วิ่งขำๆเลยไม่มีจดสถิติอะไร แต่ดูจากรูปเข้าประมาณตี5กว่าๆ

เกือน6โมง รูปวิ่งนี่หน้าตาเหนื่อยอุบาทว์มาก ไม่กล้าจะโพสเฟส เผยแพร่อะไรเลย

 

ส่วนเดือนนี้มีลง 10Km งานเภสัชจุฬา 

ซ้อมมานิดหน่อย เวลายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เหลืออีก 2วัน

จะพยายาม ให้ได้ประมาณ 1ชม ละกัน

ตอนนี้เกินมา 13 นาที เพราะตอนแรกๆวิ่งช้า จะมาสปีดหลังๆก็ไม่ไหวละ

 

 

เรื่องร้านกาแฟ

ร้านนี้เพิ่งเปิดมาได้ประมาณเดือนกว่าๆ 

ร้านหอม อยู่พหลโยธิน18/1 แยก3

ข้างๆคอนโด เราเนี้ย

ตอนแรกไปมันทุกวันเลย วิ่งเสร็จ 8โมงก็ไปเป็นลูกค้าคนแรกเลย

หลังๆเริ่มไปมั่งไม่ไปมั่ง เค็กอร่อยดี กาแฟก็อร่อย บรรยากาศชิวๆ

วันเสาร์เราชอบเอาการ์ตูนไปนั่งอ่าน

 

ไททัน ตอนนี้อ่านไปได้ 13เล่ม 

เป็นการ์ตูนที่อ่านแล้วแบบตื่นเต้น ตกใจ ซีเรียส นั่งคิ้วขมวดอยู่คนเดียว

โหดร้าย ซาดิส ป่าเถื่อน โอ๊ย......อะไรมันจะอิมแพค กระชากสติขนาดนั้น

 

ยังไม่ได้อ่านต่อเลย หาเล่ม15ไม่เจอแล้วด้วย คาดว่ามีแววต้องซื้อใหม่

คือตอนไปซื้อก็ซื้อเป็นเซ็ตมา จำได้ว่ามี15เล่ม แต่พอจะอ่าน ไม่รุไปอยู่ไหน

 

 

 

เรื่องออฟฟิส

 

ไม่เคยคิดว่างานออฟฟิสมันจะหนุกขนาดนี้ 

ปกติเราไม่ชอบทำออฟฟิสเลย (บอกตามตรง)

ใครที่มันเป็นฟรีแลนซ์คือไม่ชอบทำงานประจำนั่นแหละ คือต้องเห็นว่าฟรีแลนซ์มันดีกว่า

ไม่งั้นจะออกมาทำไม

.

.

.

แต่ข้อดีของออฟฟิสก็มีหลายอย่าง

  • เวลาทำงานไม่ทัน หรือมีปัญหาก็จะมีคนช่วย แต่ก็ไม่ควรขอความช่วยเหลือมากเกินไป

  เพราะจะทำให้เราขี้เกียจหวังแต่พึ่งคนอื่น

  • มีคนให้บ่นหรือพูดด้วย ไม่เหงา
  • เป็นทีมเวิค อยู่แล้วรู้สึกมีกำลังใจ
  • มีคนสอน มีคนดุ มีคนบ่น (เวลามีคนบ่นหรือดุแล้วรู้สึกว่าเรานี่มันต้องปรับปรุงมากกว่านี้นะ)

แต่ให้ทำประจำก็ขอคิดก่อนนะ 

สอบหัวข้อทีสิส ลงทำเบียนแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำอะไรต่อเลย 

มีแค่ข้อมูลที่ขอมาจากพี่คนนึง ยังไม่ได้เอามาเรียบเรียงอะไรเลย.

 

.

.

.

บางทีเราก็สงสัยมาก ว่าทำไมคนอื่นชอบมาขอความช่วยเหลือเรา

.

.

.

เอ่อ เรามีประโยชน์ มั้ง ไรเงี้ย

.

.

.

ไอ้ครั้น จะไม่ช่วย ก็ไงๆอยู่

.

.

.

แล้วเราก็ไม่เคยคิดเลยนะว่าต้องมาตอบแทนอะไร

 

ล่าสุด มีพี่คนนึงให้มาช่วยทำตีฟงานนอกเค้า

เราก็สอนเค้าทำ ทำไปทำมาจนเกือบเช้า เพราะคอมเค้ามันไม่ไหว เด้งตลอด

ก็เลยเอามาทำให้เครื่องตัวเอง (ในใจก็คิด นี่เอามาทำให้2ชม. เสร็จแล้วไหมเนี้ย?)

.

.

.

คือรู้อยู่ว่าเป้นความคิดที่ใจร้ายมาก 

.

.

แต่ที่ช่วยเพราะ เราเคยผ่านมาละไอ้ช่วงที่รับงานนอกใหม่ๆแล้วต้องนั่งทำ 3dในnotebook

แล้วเป็นร้านอาหารด้วย เก้าอี้จะเยอะไปไหน จอก็มองยาก sony สีก็เพี้ยนอีก ต้องเอามาดูสีใน ipadอีก

อะไรก็ไม่เป็นใจสักอย่าง เครื่องมือไม่สู้ แต่ใจสู้มาก

.

.

.

ตอนที่เรายังห่วยกว่านี้ก็มีคนคอยสอน กว่าจะได้มาจนถึงทุกวันนี้

ถ้าเค้าทำได้เค้าคงไม่มาขอให้เราช่วยหรอกมั้ง

.

.

.

แต่ที่เราพูดถึงพี่เค้าไม่ใช่เรื่องไร คือ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า

เราช่วยคนแล้วพี่เค้ากระตือรือร้นในการหาข้อมูลทีสิสมาให้เรามาก

พี่เค้าเป็นรุ่นพี่ ป.โท เรานี่แหละ แต่ส่วนใหญ่เค้าทำ sketchup ไม่ค่อยได้ทำ 3d

เพราะคอมเค้ามันไม่แรงเลยทำเท่าที่ทำได้ก่อน

.

.

.

เราซึ้งเลยอ่า ไม่เคยมีใครกระตือรือร้นช่วยเราขนาดนี้ ทั้งที่เราแค่พูดเปรยๆไว้ว่า

"พี่ค่ะ เดวหนูขอข้อมูลมาทำทีสิสนะ"

พี่เค้าก็ไปเซฟมาให้หมดเลย (โคตรใจอะ)

.

.

.

เราช่วยคนมาก็เยอะ เพิ่งมารู้สึกซึ้งครั้งแรก

 

มันให้ให้เรารู้สึกว่า "เราไม่ควรลืมจุดที่เราเคยผ่านมา"

คนเรามันมีเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน จะไปดูถูกคนอื่นว่าห่วยกว่าเรามันไม่ดี มันไม่ใช่ด้วยแหละ

เรามีความสามารถที่แตกต่างกันคนละด้าน เราเริ่มไม่เท่ากัน สถานะไม่เหมือนกัน

ไม่ควรสำคัญตัวผิด เราไม่ใช่ที่สุด เรามั่นใจในตัวเองได้ แต่ไม่ควรไปข่มใคร

 

สองสามเดือนนี้ได้ทำอะไรใหม่ๆเยอะมาก

ได้เจองานที่ท้าทายหลายๆแบบ

เหนื่อยโคตร บ่นสารพัด รู้สึกเหมือนร่างจะแหลก

แต่ก็ยังไม่ตายนี่หว่า ยังสบายดี รู้สึกว่่าเรามันอ่อนหัดซะยิ่งกว่าใคร

.

.

.

แอบนินทาพี่กีฟ เผื่อแกมาแอบอ่าน

วันก่อนยังพูดถึงบลอคเราไม่รู้มาอ่านรึเปล่า

แต่ถึงอ่านเราก็ไม่กลัวนะ เพราะเราคิดยังไงเราก็พูดอย่างงั้น

.

.

.

เลยดูเป็นพวกไม่เคารพไปบ้าง แต่จริงๆเราเคารพนะ

เราได้งานที่ต้องทำproject คู่กับพี่กีฟซีเนียร์หลายอัน

ก็เลยได้คุยกันบ่อย พี่กีฟก็ยุ่งๆเป็นปกติอยู่แล้ว แต่แกไม่เคยพุ่งปรี๊ดแตกอารมณ์ขึ้นใส่เลย

ก็มีบางทีกวนประสาทเราบ้างบางทีที่เราไม่ได้อยากเล่นด้วย

แต่เมื่อไม่นาน มีความรู้สึกแบบว่า "ทำไมแกบ่นเคี่ยวเข็ญอะไรเราจังวะ?"

บางทีก็เบื่อแกเหมือนกัน แต่ทำไมรู้สึก "เอ้ย พี่เค้าอุส่าห์เคี่ยวเข็ญช่วยเราตั้งหลายเรื่องเลย"

เรารู้อยุ่แล้วแหละว่าเรามันยังไม่เก่ง เวลาเราดีไซน์ แล้วคนอื่นเอาไปมองแล้วขำๆ

เป็นใครก็รู้สึกไม่ดีทั้งนั้นแหละ แต่ว่าไม่ใช่ดิ ชีวิตเราถ้าเจอแค่นั้นก็เฟลมันก็ไม่ประสบความสำเร็จสิ

ก็แก้ไป พยายามต่อไป ปีนี้ยังห่วย เดือนหน้า ปีหน้ามันก้จะดีขึ้น

เราติดนิสัยไม่ดีหลายอย่าง ที่บางทีก็ไม่รู้ตัว

แต่ก็ดีที่มีคนในออฟฟิสช่วยทำให้เรารู้ตัว 

พวกโลกส่วนตัวสูงนี้มักจะมีเรื่องนิสัยเสียหลายๆเรื่อง แบบไม่รู้ว่าคนอื่นปกติเค้าทำยังไง

แบบคนในออฟฟิสชอบแกล้งทำตัวโหดร้ายเอามากๆ รู้สึกเหมือนเป็นพวกซาดิสยังไงไม่รู้

โดนเมินก็ต้องแข็งแกร่ง บางทีเอาคำพูดบางอย่างไปพูดกับคนอื่น แล้วมันฟังดูรุนแรงเหมือนกัน

เพราะว่าโดนจิกใส่บ่อยๆ แล้วต้องทำตายด้าน

จนตายด้านไปจริงๆ จนรู้สึกสนุก (เฮ้ย ตรรกกะเริ่มเพิ้ยนละ)

เห็นไม๊ ออฟฟิสสนุกจะตาย  แต่ขออยู่บ้านทำทีสิสมั่งเหอะ

.

.

.

เอ่อ....มีตีฟต้องส่งนี่หว่า กำ

ไปละ

- R U N -

 
กลับมาเขียนหลังจากหายไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าน่าจะนานเพราะตั้งแต่ไปบ้าวิ่งมา
ก็ไม่ได้เขียนบลอคเลย(เดาว่างั้น) ตั้งแต่ที่ออฟฟิสมีตีแบททุกวันจันทร์ ก็ไปซุ่มซ้อมกับเพือน ไปฝึกวิ่ง
รับลูกแบท ตอนแรกแค่ไปวิ่งในฟิตเนส แต่ต่อมาเริ่มจริงๆจังหาข้อมูล เลยเถิดไปวิ่งในสวนสาธารณะ
 
นานๆทีจะไปวิ่งที่สวนจตุจักร เพราะขี่เกียจนั่งมอไซค์กลับมาคอนโด แล้วระหว่างกลับก็ติดซื้อน้ำมะม่วง
ตรงสถานีBTS เพราะต้องข้ามถนนกลับบ้านทางนั้น ไปวิ่งทีนึงเสียเงินอย่างต่ำ 60 บ. ละ
เดี๋ยวก๋ซื้อน้ำอโวคาโดกับบีทรูทกับมาอีกล่ะ เป็นร้อยละทีนี้วิ่งอยู่ฟิตเนสดีๆก็ไม่เสียละ 100บ
 
แต่บรรยากาศมันไม่ได้ไง การวิ่งในสวนนี้คือมาดูผู้คน สูดอากาศสดชื่นอะไรทำนองนี้มากกว่า
บางทีคนก็เยอะเร่งสปีดลำบากเพราะโดนบล็อคหลายทาง แล้วเย็นวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์
คนจะเยอะแถวซีกใกล้สวนจตุจักร เราะเป็นพวกวิ่งรอบใหญ่ในสวนมันเลยต้องชะลอเวลาเจอช่วงคนเยอะๆ 
วิ่งไม่ง่ายเลย จะเดินก็ทำเวลาไม่ค่อยได้ด้วยสิ 
 
ตอนแรกเราก็วิ่งไม่เคยจับเวลาอะไรเลย แต่เพิ่งโหลด apps NIKE RUNNING มาได้สัก เกือบ 3เดือน
ตอนนี้ได้ระดับสีเขียวแล้ว 250กิโล แต่ระดับต่อไปนี้ยากกว่านะ สีน้ำเงินต้องวิ่งได้ 1พัน กิโล
คงอีกหลายเดือนอะ  เพราะเดือนนึงอย่างมากเราคงวิ่งได้แค่ 200กิโล  
เวลาวิ่งเยอะเกินบางทีก็วิ่งไม่ออกบ้าง วันนี้ลองพัก
แล้วมาวิ่งทำสถิติดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ หรือเพราะว่าวิ่งทุกวันเลยชินก็ไม่รู้ เรื่องปวดขาก็มีนิดๆหน่อยๆ
เริ่มจะชินแล้วมันไม่ได้ปวดรุนแรงจนเดินไม่ได้อะไร แค่เมื่อยๆเฉยๆ วันนี้ว่าจะไม่วิ่งแต่เหมือนมันขาดๆ
อะไรไปสักอย่างเลยต้องวิ่ง เหมือนอยู่บ้านนอนเล่นเฉยๆไม่เป็นแล้วอ่ะ
 
ช่วงปลายเดือนนี่คือวิ่งแทบจะทุกวันเลย ถ้าอยากวิ่งเยอะๆต้องไปคนเดียว
เพราะไปกับเพื่อนทีไรจะกลายเป็นการหาเรื่องกิน และไปวิ่งติ๊ดเดียว แต่ก็สนุกดีนะมีเพื่อนไปวิ่ง
แต่เพื่อนเราดันไม่ได้จริงจังกับการวิ่งเท่าเรา เลยจะไปวิ่งทำสปีดหรือว่าวิ่งติดต่อกันนานๆก็ไม่ได้
วิ่งเอาขำๆพอได้อยู่ ช่วงนี้ก็เลยไม่ได้ชวนใครไปวิ่ง แล้วฝนก็ตกทุ๊กวันเลย วิ่งแต่ในฟิตเนสตลอดเลย
 
มีเมื่อวานฝนตกปรอยๆตอนกลับจากเซ็นทรัล แต่พอเดินได้อยู่ เลยเดินกลับผ่านสวนจตุจักร
อากาศดีม๊าก ไม่ค่อยมีคนวิ่งด้วยเพราะสงสันฝนตกปรอยๆ แต่มันก็ดึกด้วยแหละ สองทุ่มกว่าแล้ว
ประตูสวนจตุจักรใกล้ป้ายรถเมล์ ถ.วิภาวดี จะปิดตอน2ทุ่ม
ถ้าเลยต้องเดินเข้าถัดมาอีกประตู ที่เป็นป้ายสวนจตุจักร ที่จะเปิดประตูเล็กๆไว้
 
บางวันเราก็ตื่นเช้าพอที่จะไปวิ่งที่สวนได้ ต้องตื่นก่อน 6โมง เพราะว่า ไปวิ่ง 6.30น.
ตอนเช้า กลับมาอีกทีก็ 8.30น. แล้ว แดดกำลังมาร้อนเปรี้ยงเลย
เคยเอาหมวกไปด้วยแต่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ เวลาเหงื่อแตกต้องถอดออกมาพัดๆ กลัวลืมด้วยเสียดายของ
ถ้าวิ่งตอนเช้าเราจะเดินกลับคอนโด เพราะบรรยากาศน่าเดิน หมายังไม่ตื่นมากัด
(แถวเลยช่อง7มาหน่อยหมาดุโคด) เป็นหมาที่หาเรื่องกัดคนไปทั่ว วินมอไซค์ยังกลัวเลย

พอตื่นเช้าเราก็จะเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น เวลาห่างกันแค่ 30นาที
บรรยากาศนี่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ตื่นมาเจอร้านอาหารที่กำลังเตรียมของเปิดร้าน
เจอคนตื่นมากวาดหน้าบ้าน ตื่นมาก่อน รปภ.เข้าแถว มาเจอ พนง.7-11กะดึก
ที่เราว่าชงกาแฟอร่อยกว่าคนที่อยู่กะเช้า-สายๆ เพราะสั่งว่ามอคค่าไม่หวานทีไรไม่เข้าใจซักที
หวานตลอด
 
สำหรับคนที่อยากจะวิ่ง เราว่ามันดีมากๆเลย การวิ่งมันไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมาก
เหตุผลเยอะๆ ไม่ต้องวิ่งจะดีซะกว่า เท่าที่เราคุยกับคนที่วิ่งๆ มันเหมือนเป็นอะไรสักอย่างที่ขาดไม่ได้
เริ่มจากไม่ได้ชอบวิ่งหรอก แต่พอไปๆมาวิ่งแล้วเลิกไม่ได้ซะงั้น นอกจากว่าเจ็บขาวิ่งไม่ได้ยาวๆ
วิ่งจากเล่นๆ ก็กลายเป็นลงงานวิ่ง funrun มินิมาราธอน ไม่รู้มาถึงขั้นนี้ได้ไง
มันก็แค่จุดเริ่มต้นของการวิ่งแบบไม่ได้คิดอะไรมากของเรา 
 
วิ่งแรกๆน้ำหนักไม่ลดสักกะขีด แถมเพิ่มมาด้วยซ้ำอย่างงง เราเลยไม่อยากจะชั่งน้ำหนักเลย
วิ่งจาก 60 เป็น 62 เฟลๆ พี่ที่ออฟฟิสถาม ไปทำไรตัวใหญ่ขึ้น เอ่อ....เสียเซลฟ์
แต่ก็ยังไม่เลิกวิ่ง เดือนที่2 นี่ไม่อยากจะตื่นไปทำงานเลย เวลาไปวิ่งแต่ละทีก็คิด
ทำไมต้องมาทรมาณงี้ด้วยเนี้ย แต่ก็วิ่งถูๆไถๆมาได้ 10โล อย่างเหนื่อยๆ
 
สองเดือนกว่าๆ น้ำหนักก็ขึ้นๆลง 60-58 บางทีก็สงสัยตัวเอง สงสัยเครื่องชั่ง 
แต่จากพุง2ชั้น เริ่มเหลือชั้นเดียวเล็กๆละ ไม่มีใครว่าตัวใหญ่ขึ้นอะไรและ แต่ก็ยังไม่มีใครว่าผอมลง
 
เดือนที่3 เป็นเดือนที่เราเริ่มวิ่งเช้าเย็น แล้วก็กินผักเยอะขึ้น และระบบขับถ่ายก็ดีมว๊ากก
จะว่าดีเกินไปด้วยซ้ำ เราตื่นมาวิ่งตอนเช้าก็ถ่าย สายๆกินกาแฟ บางทีก็ถ่าย ถ้าวันไหนกินเยอะ
บ่ายๆก็ถ่าย เย็นๆก็ถ่าย ยิ่งกินโซดามะนาวนี่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ดีทอกซ์ตลอด 
บางทีก็คิดว่า มันเยอะเกินไปป่ะเนี้ย กินไปไม่หลงเหลืออะไรแล้วเนี้ย แถมหิวบ่อยด้วย
แต่เวลากินแล้วมีลีมิตเหมือนกินได้ไม่เยอะมาก มีจุดอิ่ม
ถ้ากินเยอะไปก็เหมือนจะอ้วกออกมาอึดอัดมาก
เพราะมีวันนึงเราไปวิ่งตอนเช้า กินข้าวไปตั้งแต่ตี5กว่าๆแล้ว
(วันนั้นตื่นเช้ามาทำอะไรขนาดนั้นไม่รู้) รู้แต่ว่าหิวมากเลยตื่น
ไปวิ่ง 6.30 กลับมาก็กินอะไรอีกนิดนึงจำไม่ได้ว่ากาแฟกับคัพเค็กอะไรทำนองนี้
แล้วก็ไปทำงาน แต่ประมาณก่อนเที่ยงเราโคดหิวเลย วันนั้นรอพี่เต้ส่งงานเจ้านาย
กว่าจะได้กินข้าวก็บ่ายโมงละ หิวเลยกินขนมอะไรไปนิดนึง แต่ไม่อิ่ม
บ่ายโมงร้านข้าวเลยมีแต่อาหารตามสั่ง คิดไม่ออกเลยสั่งตามคนอื่น
วันนั้นเป็นกระเพราไก่พริกเผาไข่ดาว เรากินเร็วมากหมดก่อนพี่ที่ออฟฟิสคนอื่นอีก
มันแปลกเพราะเราเป็นพวกกินข้าวโคตรช้ามาก กินไม่หมดด้วย
แถมวันนั้นต่อด้วยข้าวเหนียวเปียกลำใย ไม่ใช่ตัวเราแน่ๆ(วันนั้นผีนักกินเข้าสิงแหงๆ)
พอกินเยอะไปขนาดนั้นจุกเลยอ่า กินหมดรู้สึกพะอืดพะอมอยากอ้วกออกมา เหมือนไม่สบาย
วันนั้นไม่ค่อยมีงานอะไรช่วงบ่าย เลยมานั่งป่วยๆข้างล่างออฟฟิส อีโนก็คงไม่ช่วยอะไร 
ได้แต่นั่งบ่นๆให้คนอื่นฟัง แต่สักพักเหมือนสวรรค์เมตตา ให้เราดีทอกซ์ไอ้ที่กินไปออกมา
โปร่ง โล่งสบาย แต่วันนั้นดันสั่งเพื่อนซื้อขนมเบื้องมา แต่ไม่เป็นไร บ่ายๆเราก็กินได้
แล้วก็แบ่งคนอื่นไปเยอะเลย 

ถ้าฝนไม่ตกหรือว่าดึกเกิน เราจะเดินกลับบ้าน ส่วนหนึ่งก็ประหยัด
อีกเหตุผลนึงก็ออกกำลังกาย จับเวลาไม่เกิน 15นาที พอดีกับการวอร์มอัพก่อนวิ่งเลย
ถ้ามันดึกจากเลิกงานกลับมาไม่ทันไปสวน เราก็วิ่งที่ฟิตเนส
 
เรื่องของฟิตเนส จะว่าเราเป็นแฟนคลับตัวยงของฟิตเนสก็ว่าได้ ไปเกือบทุกวัน
เจอทั้งหน้าประจำ แล้วก็ขาจร จำได้หมดทุกคน ถ้ามีเสื่อไปปูนอนได้ก็เป็นห้องของตัวเองไปแล้ว
ฟิตเนสจะมีเวลา Prime Time ที่จะต้องไปตบตีแย่งเครื่องเล่นกันเพราะคนเยอะ
ช่วงวันหยุดที่อากาศดีๆ คนจะยิ่งเยอะเป็นพิเศษ เต็มทุกเครื่องเล่น แต่ไม่ต้องห่วง
สำหรับคนที่ไม่ใช่แฟนคลับฟิตเนส จะเล่นได้ไม่เกิน 30นาที เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว
เราก็สามารถรอเสียบเป็นคนต่อไปได้ 

ต้องขอบคุณที่ไม่ค่อยมีขาประจำแบบวิ่งเป็นชั่วโมงอะไรงี้ นานๆทีจะมี
ก็ปั่นจักรยาน รอท่านเทพฟิตไปพลางๆ แต่เราก็สนับสนุนๆนะคนที่ฟิตๆ 
ก็ดีมีเพื่อนวิ่งๆ ปั่นๆในฟิตเนส ดีกว่าวิ่งเหงาๆคนเดียว

แต่คนที่ไม่ใช่ขาประจำก็จะเขินๆ แบบว่าทำตัวไม่ถูกเวลามีคนวิ่งข้างๆ
ปั่นจักรยานอยู่ข้างๆ ไม่ต้องห่วงเราไม่ใช่พวกมนุษย์สัมพันธ์ดีขนาดนั้น
เราไม่ค่อยจะได้สนใจเพื่อนรอบข้างเท่าไหร่ เพราะมัวแต่รักษาความเร็วการวิ่ง
และเหงื่อแตกอยู่ แล้วก็เปลี่ยน track เพลงที่วิ่ง เพราะในplaylist
เพลงจังหวะไม่สัมพันธ์กับความเร็วที่วิ่ง เราก็ไม่เคยไปจัดเพลงดีๆสักที
 
มีหลายคนที่แบบว่าเสียเซลฟ์เวลาคนอื่นวิ่งเร็วกว่า วิ่งไม่ทันไรงี้
เราเองนี่แหละเคยเป็นไอ้คนนั้นเลย แบบมีคนหุ่นดีโคตรวิ่งข้างๆแล้ววิ่งเก็งมาก
จะตามเท่าไหร่ก็ตามไม่ทัน เหนื่อยหอบก่อนเค้าอีกต่างหาก 
แต่อย่าไปสนใจเลย เราสู้กับตัวเองดีกว่า เรารู้ว่าตัวเองได้แค่ไหน
ไม่ต้องไปฝืนมาก เราแค่ต้องการฝึกฝนและความสม่ำเสมอ 
เรามาทุกวันแก้มือ เดี๋ยวเราก็วิ่งทันคนอื่นเองแหละ
 
ยิ่งไปวิ่งที่สวนนะ คนเทพๆยิ่งเยอะ พวกนักวิ่งที่ใส่เสื้อแข่งวิ่งมาอย่างตรึม
ทั้งคนที่ฟิตๆ ไม่ฟิต บางทีก็นำเราไปไกล กลับมาเจอเราอีกรอบอย่างไว 
ก็มีแอบเซ็งบ้างบางทีแหละเนอะ แต่อย่าไปคิดมาก คิดซะว่าเค้าซ้อมมาเยอะกว่าเรา
ถ้าอยากวิ่งได้เท่าเค้าเราก็ต้องมาบ่อยๆ ไม่ก็แข่งกับคนที่อ่อนๆไปก่อนละกัน
แรงจูงใจวิ่งนี่พูดลำบาก แต่ละคนก็ต้องบิ้วกันเอาเอง มันมีไม่เหมือนกันอะสิ
เรื่องแรงจูงใจ มันเป็นอะไรที่ท้อแท้ได้ง่ายมาก ถ้าบาดเจ็บปวดขาก็อาจจหมดกำลังใจวิ่งแล้ว
เพราะต้องพักวิ่งไม่ได้  
ระหว่างนั้นก็ยังมีทำอะไรได้หลายอย่างเช่น เล่นบอลโยคะ ปั่นจักรยาน
ยกดัมเบล ว่ายน้ำ เล่นเวท ฯลฯ แก้เบื่อๆไปได้

เราเองนี่แหละเป็นบ่อยมาก ที่ต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองเพื่อไปวิ่ง 
เพราะเมื่อยมากอยากนอนคลุมโปงตากแอร์สบายๆ ในวันฝนตกพรำ นั่งกินมาม่า จิบกาแฟอุ่นๆ
ดูการ์ตูน เล่นเกมส์ โปรแกรมไร้สาระแน่นขนัด เหมือนมีไอ้ตัวเทวดา กับตัวปีศาจ
พยายามต่อสู้กัน2ตัว มันต้องต่อสู้กันนานพอสมควร เราถึงได้ลุกขึ้นมาจากความขี้เกียจมาวิ่ง
 
ถ้าเราวิ่งจนเป็นนิสัยแล้ว เราก็จะรู้ตัวเองและเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ
ตื่นมากิน นั่งเล่นรออาหารย่อย รู้ว่าจะวอร์มยังไงก่อน รู้ว่าวันนี้เราวิ่งได้ท่าไหร่
เหมือนเตรียมตัวเองได้ดีกว่าแต่ก่อนที่ลองผิดลองถูก วิ่งมั่วซั่วมาสักพัก 
ถ้าเราวิ่งมาเยอะ เราก็จะรู้จังหวะการวิ่งของเรา (อันนี้ตัวอย่างของเรา)
1-10นาที เป็นการวอร์ม  น่าจะสัก 1กิโลช่วงนี้
10นาทีเป็นต้นไป  ก็จะเริ่มวิ่ง ถ้าวิ่งได้สัก5นาทีต่อไปรักษาจังหวะ
ก็เริ่มสบายๆละ
30นาที  อันนี้เป็นจุดวัดใจ ว่าวันนี้จะวิ่งได้แค่ 30นาทีหรือ 1ชม.
เพราะบางวันที่ยังไม่ได้กินข้าวก็ไม่ค่อยมีแรง บางทีรีบๆมาวิ่งยังไม่ได้กินอะไร
ไม่งั้นก็ต้องพักเดินเร็วๆ (แล้วแต่เวลา) ถ้าต้องไปทำงาน เราก็วิ่งแค่ 4-5โล
แล้วเย็นๆค่อยมาวิ่งต่อ 
แต่จากการทดลอง พักครึ่ง 30นาทีเดินเร็ว แล้วค่อยวิ่งต่อ จะวิ่งได้นานกว่า
ตอนนี้สถิติได้แค่ 8กิโล/ชั่วโมง แบบชิวๆ ถ้ารีบๆอาจจะได้เร็วกว่านั้น แต่ไม่รู้จะรีบไปทำไมปวดขา
ก็เลยวิ่งอยู่แค่ประมาณนั้น 
 
ถ้าไปวิ่งที่สวนจตุจักรเราจะวิ่ง 3รอบ + ระยะเดินไป-กลับ คอนโดก็ เกือบๆ 12กิโล
แต่ต้องเป็นตอนเช้าวันที่ว่างๆอากาศดีๆ เพราะว่ามันค่อนข้างใช้เวลา อย่างต่ำก็ 1.30ชม.
 
ตอนนี้น้ำหนักก็ยังขึ้นๆลง เพราะว่าหิวข้าวบ่อยมาก พอกินแต่ผักก็ไม่อิ่มเลยกินปกติ
แต่เน้นผัก แต่ไม่คลีนอะไรนะ กินคลีนเยอะๆก็เบื่อ แต่แค่อย่ากินไขมันเยอะเกิน เน้นผัก
หนมถุงๆกินนิดๆหน่อยๆ ตอนนี้เราระบบเผาผลาญดีเกิน กินอะไรออกทุกอย่าง แถมไปวิ่งที
ยังกะอาบน้ำมาเลยเหงื่อนี่จะเยอะไปไหน ซึ่งผิดกับตอนที่ไปวิ่งแรกๆลิบลับ 
บางทีเราก็สงสัยคนที่ขี้ร้อน เหงื่ออกเยอะๆนะ เพราะแต่ก่อนเราไม่เป็น นั่งกินก๋วยเตี๋ยวงี้
เห็นพี่ที่ออฟฟิสเหงื่อเปียกโชกเลย เราไม่ยักกะเป็นอะไร ก็คงระบบเผาผลาญคนเรามันต่างกันนี้ละมั้ง
ตอนนี้คงไม่ต้องมาอิจฉาคนอื่นที่เหงื่อแต่แล้วละมั้ง น้ำหนักตอนนี้ 56 กิโล ก็คงยังอีกยาวไกล
เราไม่สูงมาก กลางๆ 167ซม. 

ตอนแรกขานี้ไม่มีข่องว่างเลยไขมันสะสม ตอนนี้ขาเริ่มเอามือใส่ได้ละ แปลกดีนะ
ตอนที่เราน้ำหนัก แค่50ยังไม่เคยเอามือใส่ได้เลย แต่ตอนนั้นยังแค่เด็กมหาลัยมันก็คงไม่เหมือนกันมั้ง
เอาเป็นว่าพยายามต่อไปละกัน จริงๆว่าจะเขียนเรื่องอื่นด้วย แต่ดันมีแต่เรื่องวิ่ง
ค่อยเขียนวันหลังละกัน ง่วงมาก







คำเตือน: เอนทรีนี้เป็นรีวิวที่ยาวมากค่ะ
 
ขอบอกก่อนว่าไม่ค่อยจะได้รีวิวอะไรมานานมากแล้วนอกจากเขียนบ่นไดอารีไปเรื่อยเปื่อย 
แต่พออ่านหนังสือเล่มนี้จบปุ๊บรู้สึกว่าอยากให้คนอื่นอ่านด้วย คิดว่าดีมากๆสำหรับคนที่ทำอาชีพสถาปนิก
อินทีเรีย นักศึกษา ใครก็ตามที่สนใจ 
หนังสืออาจจะหาซื้อยากไปหน่อยเพราะว่าเราไปเดินร้านทั่วๆไปไม่ค่อยจะเจอ อาจจะต้องหาตาม
Kinokuniya ,asia books หรือว่าสั่งซื้อ
 
 
 
ชื่อหนังสือ:  CONVERSATIONS WITH ARCHITECTS SERIES: VOL.09 คุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์
บรรณาธิการ:  สุลักษณ์ วิศวปัทม์วรรณ
สำนักพิมพ์:  ลายเส้น พับบลิชชิ่ง  ปีที่พิมพ์ 2555
จำนวน 304 หน้า
ISBN 978-616 7191-65-2
 
 
>>>คือหนังสือเล่มขวา สีม่วงๆ
 
เล่มซ้ายก็ดีนะแต่ไปตามอ่านเอาเราไม่ได้รีวิว เป็นSERIES หนังสือที่มีหลายเล่ม
รวมสัมภาษณ์ สถาปนิก อินทีเรียดังๆ ของประเทศไทย อ่านแล้วก็เข้าใจแล้วก็ได้เรียนรู้อะไรเรื่องการทำงาน
ของอาชีพเรามากมาย อะไรที่เราชอบบ่น ปัญหาการทำงานต่างๆ อะไรที่สงสัยๆ มีหมดแล้ว

ควรซื้อเก็บไว้อย่างแรง ว่าจะตามให้ครบชุดเหมือนกัน แต่คงซื้อทีละเล่ม เพราะซื้อมาเยอะๆกองๆ
อ่านไม่เคยจบสักที วันนี้อ่านไปตรงไหนที่ชอบก็ขีดเส้นใต้ ติดpost-it แล้วก็โน๊ตข้อความที่ชอบๆ
กับความคิดของเราเอาไว้ ปกติเราไม่เขียนอะไรใส่หนังสือที่ซื้อมาอ่าน แต่ว่ามันอินมาก ฃ
ขีดอะไรที่ชอบไว้ทั้งเล่มเลย
 
ในเล่มก็มี บทสัมภาษณ์บุคคล 8 คน ที่เป็นรุ่นใหญ่ในวงการอินทีเรีย
 
จะยกประโยคที่เราชอบๆในสัมภาษณ์ของแต่ละคนมาก็แล้วกันนะเราว่ามันดี
และให้ข้อคิดสำหรับเด็กรุ่นใหม่มาก
 
1.คงศักดิ์ ยุกตะเสวี (คุณแดง) Founder/Managing Director แห่ง LEO DESIGN
บริษัทเก่าแก่ขั้นเทพที่เป็นตำนานแห่งตีฟมือ ที่รุ่นพี่สมัยที่เราเรียนอัดรูปเอามาแจก
เราก็ไม่รู้ว่าพี่รหัสเราหามาจากไหนนะ แต่ต้องขอบคุณมากอ่า สมัยนี้หายากมากเลยคนเขียนตีฟมือ
เรางี้สเก็ตช์ยังไม่ค่อยจะได้ทำเลยเดี๋ยวนี้
 
 
" ปัจจุบันนี้คิดจะนับหนึ่งเปิดบริษัทเองก็ยากกว่าเมื่อก่อนมาก
ทั้งเรื่องต้นทุนและบุคคลากร เพราะบริษัทเปิดใหม่ที่ยังไม่มีผลงานมีโอกาสได้งานน้อยกว่า
บริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แล้วเดี๋ยวนี้ตัวเลือกมันมีเยอะมาก ใครจะมาทำงานกับเรา
รายได้จากค่าfee ก็ไม่แน่นอน ว่าจะเก็บเงินได้เมื่อไร เดือนไหน
านอาจดีเลย์หรือดีไซน์ไม่ลงตัว เราไม่สามมารถกำหนดได้
แต่ค่าใช้จ่ายประจำในการดูแลออฟฟิสที่สูงขึ้นเรื่อยๆก็รออยู่ทุกเดือน... "
 
 
Q : ด้านบุคคลากร ความสามารถของเด็กรุ่นใหม่ที่จบมาทางด้านนี้ พอจะสู้ต่่าชาติได้ไหมคะ?
 
" ภาพรวมนะครับ เด็กที่มาสมัครงานแล้วสัมภาษณ์กับผม เอางานมาให้ดู พอนั่งคุยไปสักพัก
ผมถามว่าคุณตั้งใจจะมาทำอะไร เขาตอบไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าอยากจะทำอะไร
 ทั้งที่เมื่อเรียนจบออกมาแล้ว น่าจะมีเป้าหมาย มีความมั่นใจว่าอยากทำดีไซน์
เขียนแบบ คุมงาน หรืออะไร จริงๆเราทำอะไรได้หลายอย่าง เมื่อเลือกที่จะทำอะไรแล้ว
ก็ต้องรู้ลึก รู้จริง และมีความรับผิดชอบ
อย่างดีไซเนอร์ฝรั่งเค้ารู้ทุกอย่าง กระทั่งเรื่องครัว เรื่องไฟ เรื่องผ้า
รู้ว่าโรงงานจะผลิตด้วยวัสดุอะไรอย่างไร ของเรารู้ผิวเผิน
ถ้าอะไรไม่เกี่ยวกับเราก็ให้คนอื่นทำไป ทั้งที่เรื่องเหล่่านี้มันเกี่ยวข้องกับเราทั้งนั้น... "
 
 
Q: มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการประกวดแบบในบ้านเราคะ?
 
" เจ้าของโครงการต้องมีค่าใช้จ่ายในการที่จะให้ใครมาคิดงานให้
ไม่ใช่ให้ทุกคนทำฟรีหมด ส่วนดีไซเนอร์เองก็ควรจะแข่งขันกันในเรื่องดีไซน์
ไม่ใช่เสนอค่า fee แข่งกัน... "
 
Q: อยากให้ฝากคำแนะนำดีๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ด้วยค่ะ?
 
" ทุกอย่างอยู่ที่โอกาส มีเด็กๆ เยอะแยะเลยที่ทำงานดี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาส เมื่
อได้รับโอกาสที่ดีในการทำงานแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด การดูแลลูกค้าก็สำคัญ
ยิ่งทำงานอินทีเรียดีไซน์ ยิ่งต้องรู้จักทำความเข้าใจลูกค้าให้มาก
ต้องเริ่มตั้งแต่เรื่องการศึกษา ทำอย่างไรให้เขาเข้าใจว่าอาชีพนี้เป็นธุรกิจ
ประกอบอาชีพอย่างไร แนวทางการทำงาน แนวทางการวางตัวของเราเป็นอย่างไร
ต้องเห็นความสำคัญในส่วนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในอาชีพเรา...."
 

2.วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล (คุณเป้า) Founder&CEO แห่ง P49 DESIGN &ASSOCIATES
 
Q: สมัยก่อนอินทีเรียจะเป็นไปในเชิงการประดับตกแต่ง
แต่ในปัจจุบันมีการพูดถึงสเปซ พูดถึงสถาปัตยกรรมภายในสำหรับพี่แล้วมันคืออะไร?
 
" ถ้าเป็นเมื่อก่อนงานสถาปัตยกรรมเสร็จแล้วถึงจะเริ่มอินทีเรียใช่ไหม
แต่สมัยนี้คือเริ่มใกล้เคียงกัน งานคอนเซปต์สถาปัตยกรรมขึ้นก่อนแล้วเราเข้ามาเล่นด้วย
เราก็จะมีข้อเสนอว่า กระทุ้งตรงนู้นได้ไหม แก้สเปซภายใน
เพราะอย่าง ห้องนอน ห้องน้ำ เราทำหมด ไม่ว่าจะล็อบบี้ ห้องอาหารหรืออะไร
พื้นที่ด้นในเราเป็นคนดูแลทั้งหมด มีความรู้สึกว่า สถาปนิกที่เข้าใจการ
ใช้พื้นที่อินทีเรียจริงๆก็เยอะมาก แล้วก็เก่งด้วย ซึ่งถ้าเราได้ทำงานกับพวกนั้น
ก็ช่วยให้เราไปได้เยอะ แต่ที่ไม่เข้าใจแล้วงานภายนอกสวยเฉียบก็เยอะ
ข้างในเราต้องมาจัดการ บางทีเราก็เข้าใจฟังก์ชัน เข้าใจ Feel&Mood
อะไรต่ออะไรอาจจะมากกว่า เหมือนช่างทำผมกับช่างแต่งหน้า
อยู่ติดกันแค่นี้ก็คนละช่างนะ ถ้าช่างแต่งหน้าอยากไปตัดผมก็คงตัดได้
อยู่ที่ว่าคุณอยากจะเป็นมืออาชัพด้านไหน..."
 
 
" ...แต่อยากให้คิดว่าทุกคนทุกอาชีพก็มีเรื่องเครียดทั้งนั้น มันเป็นของธรรมดา
ถ้าวันไหนลูกค้าดีผิดปกติ ทุกอย่างราบรื่นมาก นั่นถึงจะเป็นเรื่องไม่ปกติ
การมีปัญหาตรงนั้น ตรงนี้คือเรื่องธรรมดา มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
มันต้องมีปัญหาเข้ามาให้แก้ไปตลอด..."
 
Q: ลักษณะงานของสถาปนิกจะมีเรื่องกฎหมาย เรื่องความปลอดภัย
ต่อชีวิตและการใช้งาน ที่ดูจะมีกรอบหนักๆครอบอยู่
เรื่องจรรยาบรรณในวิชาชีพอินทีเรียดีไซเนอร์เรื่องหลักๆน่าจะเป็นเรื่องอะไร?
 
"  ตอบได้เลยว่าเราควรจะต้องมีจรรยาบรรณในการดำรงชีวิตทุกๆวัน ไม่เฉพาะแต่ในอาชีพอินทีเรียดีไซน์ จะทำงานตรงไหนก็แล้วแต่ ทุกก้าวในชีวิต ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในฐานะที่เป็นคนเต็มๆ คือไม่ใช่คนครึ่งๆกลางๆ ก็ต้องมีจรรยาบรรณที่แน่วแน่ ต้องเป็นคนดี ..."
 
Q: พี่เป้ามีคำแนะนำดีๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จอย่างพี่ไหมครับ?
 
" กัดไม่ปล่อย ทำอะไรแล้วลุยให้เต็มที่ ถ้าคุณกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว
ก็ควรจะคว้าทุกโอกาสที่มาถึง อยากเลือกเลย มีอะไรก็ทำเข้าไป สู้ตาย! "
 
 
3.วิบูลย์ เตชะกัลยาธรรม Managing Director& Design Director
แห่ง DESIGN SCENCE
 
Q: มีแนวคิดอย่างหนึ่งว่าพอเราเป็นลูกจ้างหรือทำงานให้บริษัทไปสักพัก
ตอนที่มาทำเอง บางคนกลัวที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ที่เริ่มโปรเจ็กต์เล็กๆ
ในขณะที่เคยทำโปรเจ็กต์ขนาดพอสวควรมาแล้ว เคยกลัวอย่างนี้บ้างไหมครับ?
 
" ไม่กลัวครับ เพราะคิดว่ามันเป็นของเรา ความรู้สึกต่างจากทำบริษัทอื่น
ไม่เกี่ยวกับขนาดของโปรเจ็กต์ คุณต้องสามารถเอาตัวเองลงมาได้
และต้องเอาตัวเองขึ้นให้ได้ด้วย ต้องมีความยืดหยุ่นในแง่ของการทำงานอะไรบางอย่าง
ถ้าเราไม่ยอมลงเลยมันก็ไม่มีขึ้น สำหรับผมการออกแบบก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดอยู่แล้ว
แต่ขึ้นกับว่าโปรเจ็กต์นั้นน่าสนใจหรือไม่ ต้องดูงบด้วยส่วนหนึ่ง งบไม่มีก็ไม่ทำ
ส่วนลูกค้าผมไม่ได้ดู ผมดูโปรเจ็กต์เป็นหลักมากกว่า "
 
Q: คุณวิบูลย์ มองว่างานที่เราทำเป็นอาชีพ เป็นธุรกิจ เป็นงานอดิเรก หรือว่าเป็น passion?
 
" เป็น passion ครับ เพราะว่าถ้าเราทำทุกอย่างขึ้นมาบนพื้นฐานของ passion แล้ว
มันจะประสบความสำเร็จมากกว่าทำเป็นงานอดิเรก ธุรกิจก็ไม่ใช่เสียทีเดียว
จริงอยู่ว่าธุรกิจก็ต้องมี passion ด้วยส่วยหนึ่ง แน่นอนว่าเราออกมาเพื่อ
จะทำกำไรเหมือนกัน เราไม่ได้ทำการกุศล เราทำเพื่อให้ได้สิ่งตอบแทนที่เรา
อยากจะทำในชีวิตนี้ มันก็ต้องมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย..."
 
Q: ด้วยช่องว่างของวัยที่ห่างขึ้น มีปัญหาการสื่อสารและการสั่งการเด็กที่ทำงานไหมคะ?
 
" ไม่ค่อยมีครับ ตอนรับสมัครเข้ามา ผมไม่ได้ดูงานเป็นหลัก
งานที่เขาให้ดูผมไม่ได้อยากดูเลย ผมแค่อยากฟังว่าเขาคิดอย่างไรมากกว่า
จะดูว่าเขามีความรอบรู้หรือไม่ ติดตามข้อมูลข่าวสารในแวดวงอื่นบ้างหรือเปล่า
เรื่องราวที่จำกัดอยู่เฉพาะวงการอินทีเรียดีไซน์ไม่มีประโยชน์สำหรับผม  
โดยวิชาชีพแล้วต้องรู้หลายๆอย่าง ผมจะมีคำถามเกี่ยวกับแฟชั่นดีไซเนอร์บ้าง
สถาปนิกบ้าง หรือว่านิตยสารเล่มไหนอ่านแล้วดี คนที่มีผลงานดีไม่ได้แปลว่าทำงานดี
ใช่งานเขาจริงรึเปล่าก็ยังไม่รู้ มีความสามารถพื้นฐานเป็นพอ
วัดจากว่าเวลานำเสนอตัวเองเขาจะเสนออะไรให้ผมดู แต่บางทีก็ดลือกไม่ได้"
 
Q: คุณวิบูลย์คิดว่าปัจจุบันวิชาชีอินทีเรียดีไซเนอร์เป็นที่ยอมรับในสังคมรึยีงคะ?
 
" ยังครับ ผมว่าค่อนข้างเป็นไปได้ยาก คงต้องกลายเป็นสไตล์แบบดีไซเนอร์ดังๆ
ถึงจะมีคนยอมรับ เพราะประเด็นเรื่องงานสวยกับไม่สวยมันแล้วแต่มุมมองของคนแต่ละคน
จริงๆเรื่องการเป็นที่ยอมรับอาจจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเราทำพีอาร์ไม่อย่างนั้นคง
ไม่มีใครให้ความสำคัญแน่นอน..."
 
Q: ข้อคิดในการทำงานปิดท้ายค่ะ
 
" ต้องมีความจริงใจกับงานซึ่งสำคัญมาก จะทำอะไรต้องมีความจริงใจ
ต้องเล็งเห็นว่าตัวเองทำเพื่ออะไร และต้องมี passion กับงานจริงๆอย่าทำไปวันๆ
ไม่มีประโยชน์ อันนี้เป็นเหมือนสูตรที่จะทำให้เราก้าวขึ้นไปอีกขั้นได้
และพร้อมที่จะแก้ปัญหาทุกอย่าง ปัญหามันมีให้แก้ เพียงแต่จะแก้วิธีไหนเท่านั้นเอง "
 
 
4. รุจิราภรณ์ หวั่งหลี (คุณเปี๊ยะ) President - Design Principal แห่ง PIA INTERIOR
 
Q: อะไรยากที่สุดในการเปิดบริษัทและดูแลบริษัท
 
" เราต้องดูแลทุกๆด้าน  ไม่ใช่เฉพาะงานออกแบบด้านเดียว
ต้องรับผิดชอบในเรื่องรายรับ รายจ่าย ดีไซเนอร์หลายท่านไม่ค่อยใส่ใจในเรื่องนี้
ดิฉันก็จะบอกลูกค้าว่าถ้าลูกค้าไม่จ่ายเงินก็ไม่ส่งแบบ
แต่นิสัยคนไทยมักจะเกรงใจและอายที่จะพูดเรื่องเงิน
จึงบางครั้งต้องยกตัวอย่าง อาทิ ดีไซเนอร์ทำงานแล้วจ่ายเงินเดือนทีหลังได้หรือไม่
ถ้าไม่ได้ก็ต้องเก็บเงินให้เป็นตามขั้นตอนตามระบบ ............
อย่าคิดว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องน่าอาย ต้องมีจรรยาบรรณ มีความซื่อสัตย์
ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง นี่คือเส้นทางสู่ความสำเร็จ"
 
 
Q: พี่เปี๊ยะเคยทะเลาะกับลูกค้าบ้างไหม
 
" มีเรื่องความเห็นต่างกันบ้าง แต่ผู้ออกแบบที่ดีต้องสามารถแนะนำ โน้มน้าว
ให้เหตุผล และหาข้อสรุปที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทำตามคำสั่งของลูกค้าเสมอไป
ต้องใช้ประสบการณ์ในการแก้ไขข้อขัดแย้งและแนะนำเพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์ที่สุด
ในที่นี้หมายถึงความพอใจของลูกค้าเป็นที่ตั้งด้วย (client satisfaction)"
 
Q: คำแนะนำสำหรับเด็กที่จบใหม่ทางด้านอินทีเรียดีไซน์ ว่าควรจะฝึกฝนตัวเองอย่างไร?
 
" เด็กๆ ที่เพิ่งจบการศึกษา ควรจะเข้ามาอยู่ในบริษัทใหญ่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์
ด้านงานออกแบบที่เป็นมืออาชีพและอย่างเป็นระบบ
ซึ่งถ้าไปเปิดบริษัทเองก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง
การทำงานในบริษัทใหญ่มักได้เห็นความหลากหลายทั้งในด้านแนวทางการออกแบบ
และวัสดุใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะได้แลกเปลี่ยนแนวความคิดระหว่างผู้ร่วมงาน
ที่หลากหลาย ในเรื่องประสบการณ์...............
ซึ่งถ้าอยู่ในองค์กรใหญ่ก็มักจะได้ทำงาานที่ท้าทายจากลูกค้าต่างประเทศ
ทักษะในหลายๆด้านก็จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆมีอะไรให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
ท้ายที่สุดจะนำมาซึ่งประสบการณ์ในการออกแบบในฐานะ 'อินทีเรียดีไซเนอร์' จริงๆที่ยั่งยืน"
 
 
เอาไป 4คนก่อนละกันไม่ไหวจะพิมพ์แล้ววันนี้ ถ้าว่างๆจะมาเขียนต่ออีก 4คน
คือ อ่านแล้วก็มีกำลังใจในการทำงานขึ้นมาด้วย 
ยาวชะมัดเลยเอนทรีนี้
 
 
 
 
 
ไม่ได้เขียนบล็อคซะนานเพราะถ้าไม่มีอะไรมากเรามักจะเขียนใส่สมุดบันทึก และข้อความที่เขียนก็สั้นลงๆทุกที
เหมือนยิ่งโตขึ้นก็เริ่มนิ่งๆขึ้น อยากเก็บอะไรไว้ในใจมากกว่า แม้แต่ในบันทึกยังไม่อยากจะเขียนลงไปเลย
เพราะคิดว่าถ้าเกิดกลับมาอ่านเราจะคิดยังไงกับมันสู้ไม่เขียนไว้จะดีกว่า แต่ก็นั่นแหละมันอาจจะเป็นแค่ความคิดช่วงหนึ่ง
ที่อนาคตอาจจะเปลี่ยนไป อะไรๆมักจะเปลี่ยนไปตามเวลาของมัน
 
ความคิดก็เหมือนกัน ความคิดมีหลายมุม มีมุมที่เราอาจจะไม่เคยนึกถึง เป็นมุมของคนอื่น
ตอนเป็นเด็กเรามั่นใจในความคิดของเราซะเหลือเกิน แต่เมื่อพอได้เรียนรู้ว่ามันมีมุมที่เราไม่ได้รู้
คนเราไม่ได้บอกทุกสิ่งที่เค้ารู้ ซึ่งความจริงมันเหมือนได้รู้แค่ครึ่งเดียว ฉะนั้นเราก็ไปตัดสินอะไรจากมุมของเรา
คนเดียวก็คงจะไม่ถูกนัก
 
แต่บางครั้งก็อดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า "ชีวิตมันก็โหดร้ายแบบนี้แหละ"  เราต้องพยายามแข็งแกร่ง
ลดจุดบกพร่องเพื่อจะเอาตัวรอดให้ได้ เราเพิ่งมาเข้าใจอะไรหลายๆอย่างไม่นานมานี้
ปกติแล้วเราไม่ใช่พวกหยุมหยิมคิดเล็กคิดน้อยอะไรง่ายๆ อาจจะเพราะว่าไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไหร่

ในที่ทำงานมันมักมีเรื่องหยุมหยิมมาจากไหนไม่รู้แบบที่ชีวิตมนุษย์ฟรีแลนซ์คงไม่เจอ
เรื่องในออฟฟิสมันก็มีทั้งเรื่องฮาๆ และน่ารำคาญ เราเองก็บอกไม่ถูกว่ารำคาญอะไรบ้าง
คงเหมือนเรื่องทั่วๆไปที่คนเราจะเจอ เช่น ได้งานมาแบบงงๆไม่เคลียร์ โดนเร่ง งานแทรก อะไรทำนองนี้ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงาน
พนักงานออฟฟิสก็จะไปนั่งบ่นๆกันเวลากินข้าวเที่ยง แต่มนุษย์ฟรีแลนซ์มันไม่มีโมเมนต์นั้นไง
อ่อ...เรามัน SEMI FREELANCE นี่เนอะ
แต่การเป็นSEMI นี่มันสับสนกว่าตรงที่ต้องแยกโหมดประจำ โหมดฟรีแลนซ์ให้ดี
มันเป็นสิ่งที่ดูอันตรายมากในการเป็นFreelance ออฟฟิส เพราะต้องจัดการงานให้เสร็จให้เร็วกว่าปกติ
ที่งานประจำจะทำได้ เพราะเรามีเวลาแค่ 3วัน/สัปดาห์ วันไหนที่เราไม่อยู่ออฟฟิสแล้วเจ้านายจะเอางาน
แล้วพี่ที่ออฟฟิสต้องทำแทน มันก็ทำให้เราเกรงใจเหมือนกัน เพราะคนอื่นอาจจะต้องเอางานเราไปทำแทนวันนั้น
แต่ข้อแตกต่างของงานออฟฟิสก็คือสิ่งนี้แหละ เราทำงานเป็นทีม ถ้างานไหนที่เร่งจริงๆคนในทีมก็จะคอยมาช่วย
ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องปั่นกันโต้รุ่งต่อไป
 
เรามันคงถึงช่วงเวลาชินชากับงานเร่ง ปัญหาจิปาฐะที่มักจะวนลูป ไปๆมาๆในการทำงาน
เหมือนมันไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวเหมือนเดิมแบบตอนแรกๆ เหมือนรู้ตัวว่าถ้าเจอแบบนี้จะต้องทำยังไง
รับมือกับมันยังไง ไม่ได้เอามันมาใส่ใจสักเท่าไหร่ มองงานทุกงานที่ได้มาว่ามันมีโจทย์ที่น่าสนใจในตัวของมันเอง
ไม่ว่าจะเป็นงานmass แค่ไหน Hardsaleแค่ไหน สิ่งที่ต้องทำคืออย่าเพิ่งไปอคติกับมัน
 
พอคิดแบบนี้ทีไรมันก็รู้สึกว่าเรามันแก่จังวะ อะไรก็รับๆมาทำๆ ไม่ปรี๊ดไร้สาระงอแงก๊องแก๊ง แบบเดิมเลย
แต่ก่อนพอมีอะไรที่น่าหงุดหงิดใจเรามักจะย้ำคิดย้ำทำเสมอ แต่เดี๋ยวนี้กลับปล่อยมันไปง่ายๆทำเมินๆไป
เลิกคิดสิ่งที่มันจะเสียเวลาเสียสุขภาพจิตไปเปล่าๆ 
ปัญหาในที่ทำงานเราคงเป็นคนโชคดีมั้งที่ไม่มีอะไรแย่ๆเท่าไหร่แบบที่น่าปวดหัวมากเท่าไหร่
ก็อย่างที่พูดไปว่าถ้าเราไม่มองมันเป็นปัญหามันก็จะไม่เป็นปัญหา เราก็มีหน้าที่แค่จัดการมันไปทีละเรื่องๆ
เหมือนการทำเควสเกมอะไรแบบนั้น

บันทึกมนุษย์ฟรีแลนซ์ ภาค9

posted on 07 Mar 2015 16:26 by mintd in Diary directory Diary
ผ่านมาอีก1สัปดาห์ต้นเดือน....
 
เหมือนได้พักวันมาฆะบูชา เพราะนอนทั้งวันเลยวันนั้น
เล่นเอาผิดแผนที่คิดว่าจะปั่นงานสักหน่อย
กลายเป็นสัปดาห์นี้งานท่วมหัวเลยทีเดียว
แล้วเหมือนกับว่ายิ่งงานเยอะยิ่งรู้สึกตัน คิดอะไรไม่ออกดีไซน์เริ่มห่วย
เพราะว่าปั่นเยอะเกินไป เครียดเพราะว่างานมาเร่งๆ อยู่ๆก็มาอารมณ์ไหนไม่รู้
ปล่อยวาง นอนมันซะเฉยๆ
ไม่สนอะไรแล้ว (ในวันที่นอนไปอ่านะ)
 
แล้วเกิดอาการผัดวันประกันพรุ่ง
ยิ่งเกิดความรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองทำตามแผนที่วางไว้ไม่ได้
ตัวเราในอุดมคติ กับตัวเราที่เป็นเราในโลกของความเป็นจริง
มันช่างขัดแย้งซะเหลือเกิน
เวลานั่งทำงานแล้วคิดไม่ออกต้องพยายามต่อสู้กับตัวเองให้ทำมันให้ลุล่วงให้ได้ 
ทั้งต้องแข่งกับเวลา แล้วก็แข่งกับจิตใจตัวเอง
ว่างๆก็นั่งคิดเรื่องงาน วางแผนว่าจะทำยังไงต่อไป
แค่งานฟรีแลนซ์ก็ไม่เท่าไหร่... แต่งานออฟฟิสนี่สิเครียดกว่า

ปกติแล้วเราดีไซน์จะต้องสเก็ตช์แบบร่างไปให้ซีเนียร์ดูก่อน
แต่ว่าเจ้านายเร่งจนเราลัดๆขึ้นตอนหลายๆอย่างไปทำตีฟเลย
แล้วพอมันมีเวลาแค่3วันในสัปดาห์ให้จบงาน เรียกว่าลนลานเลยทีเดียว
วันแรก หมดไปกับset plan คิดconcept หาimage
วันที่2 วันหยุด นอนหนีความจริง
วันที่3 ทำตีฟ แล้วพอเซฟกลับบ้านก็ลืมไฟล์อีกหาไม่เจอได้กลับมาทำใหม่
เพราะให้กลับไปเซฟใหม่ก็ไม่ทัน ซึ้งถึงความโง่เง่าตัวเอง
พอส่งไป เจ้านายบอกไม่รีบ ไปเจอลูกค้าอาทิตย์หน้ายังทัน
 
ตอนแรกบรีฟงาน บอกว่าเอาแนวLoft เราก็เลยเลือกวัสดุซะโหดเลย แนวไม้ดิบๆ เหล็กสีดำ
ลืมอ่านcommentในกระดาษที่ส่งE-mail มาใหม่
มัวอ่านแต่ requirementที่ให้มา
ในกระดาษเขียนว่า "แบบ Minimal ขาว-เทา-น้ำตาล เน้นขาว!"
พอทำเสร็จแล้วเพิ่งกลับมาเจอ อ้าว! นั่งแก้แทบไม่ทัน ดีที่ยังไม่ส่งไป
พอแก้เสร็จตีฟจืดสนิท ตามอารมณ์คนทำเด๊ะ ตอนแรกว่าจะแต่งรูปใส่กราฟฟิคอะไรสักหน่อย
แต่เห็นเร่งๆก็เลยส่งไปเลย สุดท้ายเอาอาทิตย์หน้า
แต่ว่าทำวันเดียว 3ตีฟ คนละห้องเนี้ย มันก็โหดไปนะ เราคิดว่าดีแล้วแหละที่ส่งอาทิตย์หน้า
ให้เราได้มีอารมณ์ศิลปิน พิถีพิถันบ้างเหอะ
 
บางทีเจอคนที่คิดว่ามันง่ายนะคิดว่า "สเก็ตช์ๆแป๊ปๆเดี๋ยวก็ได้แล้ว!"
ไม่ก็ทำคอมเนี้ยเค้าคงนึกว่าเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปหรือไง?
แบบกดๆแบบเกมเดอะซิมส์แล้วก็มาเงี้ยเหรอ?
โห...เคยเจอลูกค้าคิดว่าตีฟ3d ที่เราทำมันง่ายๆแบบแค่คลิกๆจับโน่นจับนี่มาใส่แป๊บเดียว
คือ.....ตอนนั้นไม่อยากจะอธิบายให้เค้าฟังเลย "ดันอึ้งกับคำพูดนั้นไปก่อน จนพูดไม่ถูกไปต่อไม่เป็น"
ในใจก็นึก "3dmax ลองไปเล่นดูนะคะมันง่ายจริงมั้ย?" 
นี่เราทำมา5ปีแล้วยังรู้สึกว่าต้องหัดอีกเรื่อยๆเลยมีคำสั่งที่ไม่รู้อีกเยอะเลย...
แต่พอรีบๆทีไรก็แต่งช็อปเอาทุกที
 
โปรเจคล่าสุดมี Rain Shower ว่าจะใส่น้ำฝักบัวซะหน่อย(พยายามลองของ)
ลองเล่นคำสั่ง Particle สำหรับทำฝนดู อื่ม....ดูคลิปสอนไป40นาที
ลองทำไปครึ่งชั่วโมง ลองตั้งเรนเดอร์ไป รอ.....
นานชิบ! ไม่เอาละแต่งรูปไปก่อนละกันไม่มีเวลาแล้ว!
 
การทำตีฟจะสวยไม่สวย เหมือนไม่เหมือน สัดส่วนนี่สำคัญมากเลย
ถ้าคนที่มั่วๆไม่เข้าสเกล เอาเป็นว่าทุกอย่างจบกัน
ดังนั้นความถูกต้องเรื่องสัดส่วนจึงจำเป็นมาก ควรจะรู้ว่าอะไรมีขนาดเท่าไหร่
เฟอร์นิเจอร์ความหนากี่นิ้ว ใช้ไม้ขนาดเท่าไหร่ 
แผ่นลามิเนตส่วนใหญ่จะมีความหนาเท่าไม่อัด 2.4x1.2ม. บางยี่ห้ออาจจะมียาว3ม.แล้วแต่สั่ง
เราก็จะต้องมาคิดว่ารอยต่อจะจบยังไง เซาะร่อง คิดpatternของแผ่น
หรือว่าติดคิ้วไม้ สแตนเลส.....อีกมากมายที detailจะมี
บัวพื้น บัวฝ้า ไม้ สแตนเลส ยาง...... ขนาดต่างๆ 
ก็นั่งเปิดcatalog ใส่ตามของจริงไป
 
เคยเจออยู่เคสนึงน้องฝึกงานทำ3d กระจกหน้าต่างหนา 5ซม. ใน3d
พอเรนเดอร์ออกมาถ้าคนทั่วไปอาจจะไม่คิดอะไรเพราะมันเล็ก
แต่เราบอกน้องเค้าว่า ต่อไปอย่าทำงี้นะ แค่1ซม.ก็หนาแระ
ยิ่งกระจกหนาก็ยิ่งแพง แล้วบ้านทั่วไปไม่มีใครเค้าใช้หนาขนาดนั้นหรอก
เอาแค่ 1ซม.พอ ถ้าขี้เกียจพิพม์เลขไม่ลงตัว
 
ขนาดทุกวันนี้เข้าสเกลยังโดนพี่ซีเนียร์เล่นงานเลย
ว่าทำไมมันเพี้ยนๆ ของจริงมันวางได้อย่างในรูปเหรอ
มีการหลอกมุมกล้องให้ห้องดู Wide ขึ้นอีกต่างหาก 
สารพัดวิธีเนรมิตตีฟขายฝัน
 
งานบริษัทที่ลูกค้าrequest อยากดูtive หลายๆแบบเพราะคิดไม่ออกนี่
อันนี้บางทีรีบๆก็อารมณ์เสียเหมือนกัน
แต่ว่าด้วยหน้าที่คือต้องทำแหละ
ไม่มีสิทธิ์บ่นใดๆทั้งสิ้น
แต่อยากบอกว่าตีฟ1รูปมันไม่ใช่ถูกๆนะคะ
ถ้าไม่งานใหญ่จริงๆ งบเยอะๆไม่มีใครอยากจะrender ให้เยอะๆหรอก
 
อันนี้เราก็ไม่ได้บ่นคนเดียวนะ ก็นั่งบ่นกับพี่ซีเนียร์นั่นแหละ เหมือนพอลูกค้าเร่งๆ
อยากให้บ้านเสร็จเร็วๆแต่แบบว่าอยากดูหลายๆ option ดูไปดูมาก็เอาแบบแรกนั่นแหละ
ไม่รวมแก้แบบเพราะซินแสอะไรอีก มันเลยยิ่งช้าเข้าไปอีก
แต่มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทด้วยแหละ ถ้าบริษัทไม่ได้ดังมาก อะไรๆก็ต้องตามลูกค้า
 
บางงานทำๆไปแล้วก็ไม่ได้สร้าง(เคยเจอหลายๆทีเฟลจนหายเฟลไปแล้ว)
ในใจก็ "นี่เราอดหลับอดนอนมาเป็นเดือน-2เดือนเพื่อไรวะเนี้ย?"
ทุกคนก็พยายามบอกว่า "มันเป็นการฝึกตัวเองให้เก่งขึ้นนะ"
บางทีก็นึกเกลียดไอ้อาชีพนี้จริงๆเลย
บางทีก็เหมือนถูกหลอก บางทีก็ดีใจกับอะไรไม่รู้
นั่งมองงานที่ตัวเองออกแบบแล้วก็ยิ้มมีความสุข 

ที่ออฟฟิสทุกคนมีปณิธานการออกแบบที่แรงกล้ามาก
ไม่มีใครทำงานเผาๆส่ง ถ้าไปพูดว่าลองปิดตาข้างนึงทำนี่คือโดนด่าโดนประณาม
ถ้าใครไม่เจ๋งจะรู้สึกกดดันเลย นี่มันที่รวมทีมชาติหรือยังไงเนี้ย?
ทุกคนเป็นพวก muti-funtion / muti-tasking มาก
บางทีเราก็คิดว่าถ้าเราเอื่อยๆเฉื่อยๆเหมือนแต่ก่อนคงอยู่ไม่รอดแน่ๆ
 
แต่เราเป็นพวกบ้างานมากๆไม่ได้ คืองานเยอะเมื่อไหร่
ร่างกายจะเปิดโหมด shutdown ตัวเองไปโดยอัตโนมัติ
ถ้าทำงานแล้วรู้สึกไม่สนุกก็ไม่ไหวแล้วล่ะอย่างงั้น
ต้องพยายามจูนความคิดแล้วก็จิตใจตัวเองให้มาทำงานต่อให้ได้
พยายามสะกดจิตตัวเองให้อยู่กับร่องกับรอย
เพราะว่า ถ้าลืมจุดยืนของตัวเองไปมันอันตรายมากๆเลย
ถ้าเกิดว่าอยู่ๆมีวันนึงที่ตัวเองเกิดคิดว่า "วันนี้ไม่อยากออกแบบอะไรแล้ว...ขี้เกียจคิด"
มันเหมือนเป็นการบอกว่า "เราไม่อยากทำอาชีพนี้แล้วเหรอฟระ?"
มันก็เหมือนกับการใช้ชีวิต มีโจทย์ที่ถูกตั้งขึ้น มีการแก้โจทย์หาคำตอบ
การออกแบบก็เหมือนกัน เพียงแต่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากๆหน่อย
ถ้าเราไม่แก้โจทย์อันนี้ก็ต้องมีอันอื่นให้ต้องทำอยู้ดี
"มันไม่มีหนทางที่ง่ายๆให้เลือกตลอดเวลาหรอก"
 
คนเรามักจะถามว่า ทำอะไร? แล้วได้อะไร?
แล้วถ้าทำเพราะเราแค่ได้ทำ....อาจจะไม่ได้อะไรด้วยซ้ำ แล้วจะทำไม๊?
แต่คงไม่มีหรอกอะไรแล้วที่ทำแล้วไม่เกิดผลอะไรเลย เพียงแต่ผลลัพธ์มันอาาจะเล็กน้อยมาก
ไม่ก็อาจจะมีแค่ไม่กี่คนที่รู้ แต่คิดว่าก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรเลย
มีหลายคำถามที่เราถามตัวเองแล้วก็หาคำตอบไม่ได้ อย่างเช่นคำถามนี้แหละ

"นี่เราทำไปทำไมเนี้ย?"
ก็ยังสงสัยและทำต่อไป

เหนื่อยก็นอน
หาขนมกิน
ไปวิ่งขจัดพลังฟุ้งซ่าน
สู้ต่อไปให้งานสำเร็จ
หลายเรื่อง นอยๆไปก็พยายามเคลียไป
 
ไม่รู้ทำไมถึงนอยบ่อยซะเหลือเกิน
การอยู่คนเดียวเยอะไปมันจะเป็นอย่างนี้ใช่ไหมเนี้ย?

 

 


 

บันทึกมนุษย์ฟรีแลนซ์ ภาค8

posted on 01 Mar 2015 17:13 by mintd in Diary directory Diary
ผ่านปีใหม่มาแป๊บเดียวก็เข้าสู่เดือนที่3 ของปี อย่างไว
เดือนที่ผ่านมาจบโปรเจคไป 3-4 งาน ซึ่งตกอาทิตย์ละงาน...
แต่เผอิญว่าเราทำสลับๆหลายๆงานพร้อมกัน เล่นเอาเปลี่ยนโหมดไม่ทันเลยทีเดียว
ตอนที่ว่างก็คิดว่าจะไปเที่ยวซะหน่อย ไปๆมาก็ไม่ว่างแล้วซะงั้น
ไม่รู้จะมีความสุขดีมั้ยเนี้ย?
 
วันนี้ได้คนจ้างทำตีฟรายใหม่เป็นพี่ซีเนียร์ที่เคยทำอยู่บริษัทเก่า
แต่เค้าออกก่อนที่เราจะเข้า
แต่พี่ออฟที่เป็นซีเนียร์ของเราแนะนำมาอีกที
ใจนึงก็เต็มใจรับงานแหละ อีกใจก็ไม่แน่ใจว่าจะทำทันรึเปล่า ?
เพราะตอนแรกที่ทำงานสามเจ้าสลับกันเนี้ยสับรางแทบไม่ทัน
เป็นอะไรที่นรกแตกมากๆ
แต่หลังจากซื้อคอมไปเดือนที่แล้วก็เลยต้องหารายได้ถอนทุนคืนซะหน่อย
การเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจลืมไปได้เลย...
ตารางการทำงานก็เลยเต็มเอี๊ยดทุกวันไม่มีวันหยุด
 
ส่วนใหญ่คนที่จ้างเรามักมาจากคนที่เรารู้จัก
แล้วก็มาแนวเดียวกันคือ เคยจ้างคนทำตีฟ แต่คนนั้นเริ่มจะติดต่อยาก
งานเริ่มห่วยก็เลยหาเจ้าใหม่
จะว่าไปเกือบ100% ก็ได้ที่เป็นแบบนี้
ก็อย่างว่าแหละงานทำตีฟเป็นงานที่มักชอบเร่ง
(ไม่มีหรอกว่า "น้องทำไปชิวๆเลยพี่ให้เวลาเป็นเดือนจัดเต็มไปเลย")
แถมต่อราคาทีก็ท้อ ไม่อยากจะทำให้เลย
ตอนนี้เราแทบงงกับเรทราคาค่าตีฟของตัวเองไปเล้ว
เหมือนโปรโมชั่น เหมาๆยังไงชอบกล
แต่ก็ทำไปด้วยใจรัก แม้บางทีก็มีรู้สึกหงุดหงิดๆบ้าง
 

พี่ที่ทำอินทีเรียส่วนใหญ่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันแบบนี้
อารมณ์โดนกดค่าแบบมาเลยงบจำกัด
ส่งผลมาที่ฟรีแลนซ์ตัวจ้อยอย่างเรา 
ไอ้เราเลยต้องรับหลายงานเลยเห็นไหม
ไม่อยากนึกสมัยที่เป็นมนุษย์เงินเดือน นี่เราอยู่รอดมาได้ยังไงน้า?
แต่ว่างานพวกนี้เป็นอะไรที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ แล้วต้องมีความรับผิดชอบจริงๆแหละ
ไม่งั้นอยู่ไม่รอดในการเป็นฟรีแลนซ์
 
 
"เรื่องการปิดโทรศัพท์นี้ห้ามทำเลย" 
บางทีอาจจะอยากมีเวลาส่วนตัวอะไรบ้าง แต่มันไม่สามารถ...
ไอ้เราก็เจือกว่างตลอดด้วย ไม่มีตอนไหนยุ่งๆแบบรับโทรศัพท์ไม่ได้ด้วย
อยากมีโมเมนต์แบบว่าส่วนตัวก็ดันไม่มี เฮ้อ! อันนี้มันปัญหาส่วนตัวละว่างเกิน...
ส่วนใหญ่มีแต่คนไลน์มาก็เลยไม่ค่อยจะต้องโทรศัพท์เท่าไหร่
 
ถ้าสมมติงานไม่เสร็จจริงๆมันไม่คอขาดบาดตายมากก็เลือนวันส่งได้
แต่ไม่ควรจะปิดโทรศัพท์หนีความจริงเด็ดขาด เพราะมันจะทำให้เราเสียเครดิต
แล้วคนที่จ้างเราก็รู้สึกไม่ดี 
เราก็ไม่เคยเจอคนที่โทรมาจิกงานเยอะๆด้วยอ่านะ เพราะส่วนใหญ่เค้าไม่มีเวลามาจิกขนาดนั้น
อีกอย่างถ้าเรารู้หน้าที่ตัวเองแล้วแพลนให้ดีมันก็ส่งทันตามกำหนดได้
เพราะการโต้รุ่งปั่นงานมันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
 

ทำไมรู้สึกว่าตัวเองแก่ๆความรู้สึกด้านชาไปแล้วยังไงไม่รู้
แต่ก่อนได้งานอะไรแปลกๆมาก็ตื่นเต้นอยากทำ
ยิ่งร้านอาหารญี่ปุ่นนี่นะ เรารีบทำก่อนโปรเจคอื่นเลย
เพราะปกติก็ได้แต่บ้าน
- บ้านโมเดิร์น(อันนี้จบง่าย)
- บ้านคลาสสิค+chic+อื่นๆที่detailเยอะๆ(จะใช้เวลาเยอะ)
แต่ว่าถ้าบ้านนี่ถ้าได้งานมาก็จะเฉยๆ ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ (อาจจะเพราะว่าทำเยอะไป)
อาจจะมีบางโปรเจคที่ลูกค้า request มาว่าจัดเต็ม มีอะไรแหวกแนวเราก็จะกระตือรือร้นมากหน่อย
แต่งานที่เฉยๆเราก็ไม่เคยทำลวกๆนะ เพียงแต่มันไม่ค่อยได้คิดอะไรเท่าไหร่เพราะใช้detailเดิมๆ
 
 
พี่ที่เป็นซีเนียร์เค้าเวลาจะเก็ตช์งานเค้าก็จะมีDetailเฟอร์นิเจอร์เดิมๆ
ที่มักจะใช้ อะไรที่เค้าเคยทำแล้วมันสวย สัดส่วนต่างๆ หรือวัสดุต่างๆ
เราก็เอามายำๆกับที่เราคิด 

ยิ่งได้ทำงานกับหลายๆคนเราก็จะพบกับสไตล์แต่ละคนที่แตกต่างกัน
บางคนเราก็ชอบ บางคนเราก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ 
จะว่าเป็นงานตามสั่งก็ได้ถ้ามันไม่ใช่งานที่เราออกแบบเอง 
แต่ถ้าดีไซน์มันขัดใจเรา เราก็พยายามจัดแสง ใส่พร็อพ เรนเดอร์ แต่งรูปเอา
เราไม่ใช่พวกติสแตกแบบว่าไม่สามารถทำตามสั่ง หรือทำงานตามใจตัวเอง
แต่เป็นพวกทำไงก็ได้ให้คนที่จ้างโอเคมากกว่า

ถ้ามันแย่จริงๆเราก็อาจจะปรึกษาหรือว่าบอกเค้าว่าอันนี้ไม่โอนะ
การทำเป็นอาชีพก็คงต้องเป็นงี้แหละ
เราไม่รู้ว่างานแบบไหนจะเข้ามาบ้าง
บางทีก็ภาวนาอยากได้อะไรที่ทำแล้วสนุกๆดีไซน์เจ๋งๆสร้างออกมาแจ่มๆ
แต่บางงานก็ไม่ใช่ แค่อยากรีบๆทำๆจบๆไป
 
 
งานอินทีเรีย มันก็มีอะไรแปลกๆใหม่ๆให้เรียนรู้ตลอด
มันก็สนุกตรงนี้แหละ
แบบความชอบของลูกค้าที่แตกต่างกันไป
เทรนด์ปัจจุบันที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
 
จะมีที่ไม่สนุกก็ตรงถ้าเจอลูดค้าที่เรื่องเยอะๆ
เห็นอะไรที่ชอบก็มาจับยัดใส่ในงานซึ่งบางทีมันไม่เข้า
ยำไปยำมามันก็เลยดูเยอะ ไม่สวย แต่สุดท้ายคนจ่ายเงินคือลูกค้า
ก็เลยต้องตามใจ ถ้าเค้าไม่เก็ตตามเรา แต่เราไม่ค่อยได้ไปดีลงานกับลูกค้าโดยตรง
ทำแต่ดีไซน์กับตีฟ เพราะเบื่อเรื่องลูกค้านี่แหละ
ขอคิดแต่ดีไซน์กับทำตีฟจนปวดหัวจะมีความสุขกว่า
 
คหสต. คิดว่าฟรีแลนซ์ทำตีฟนี่ยังอยู่ได้สบายๆนะ
อาจจะเป็นช่วงๆงานมาก-น้อย แตกต่างกันไป
อาจจะต้องรับงานจากหลายๆคนในการกระจายความเสี่ยง
ส่วนการหางานนี่ไม่รู้จะแนะนำยังไง เพราะส่วนใหญ่ได้มาจากคนรู้จัก 
มันจะโอเคกว่าหาตามเว็บไรเงี้ย เพราะว่ามันรู้จักกัน(อาจจากทางอ้อมแต่ก็รู้จักอะ)
เรื่องโกงตังอะไรนี้ก็จะเสี่ยงน้อยกว่า ตามไปด่าคนรู้จักได้
หรือไม่ก็ต้องจ่ายล่วงหน้าก่อนถึงทำ 

คนที่รับถูกๆตัดราคานี่ไม่ต้องไปเครียดเพราะว่าของแบบนี้มันอยู่ที่ฝีมือ
ถ้างานมันยากจริงๆใครอยากจะรับมาถูกๆแล้วทำละจริงมั้ย
ก็พยายามทำให้มันสมเหตุสมผลที่เราอยู่ได้
เพราะถ้ารับมาถูกไปเราก็จะเกิดอารมณ์ไม่อยากทำหรือ ทำแล้วไม่อยากแก้งาน
แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนที่จ้างด้วยแหละ บางคนก็ใจดีไม่เคยจะต่อราคาเลย เรียกแพงๆก็ได้
อันนี้แล้วแต่ดวง และฝีมือ
เพราะฉะนั้น เราก็ต้องตั้งใจทำงานให้ดีเสมอต้นเสมอปลาย
คล้ายๆสะสมประสบการณ์ไป 
วันข้างหน้าก็จะมีงานดีๆเข้ามาเรื่อยๆเอง
ไม่ควรจะโลภจนเกินไป และทำอะไรให้มีคุณภาพ
 
 
มันไม่ใช่อาชีพที่ทำแล้วรวยมากๆ 
คือทำเยอะแค่ไหนก็ไม่รวยเท่าเจ้าของกิจการ
เพราะว่ามันเป็นงาน Handmade ใช้คอมทำก็จริงๆแต่ต้องใช้ฝีมือตัวเองสร้างออกมา
คนที่อยู่ได้ก็เพราะอุดมการณ์และใจรักจริงๆ
ไม่งั้นก็ไปขายครีมขายของigกันหมดแล้ว
ต้องโทษพวกละครที่ทำให้พวกเด็กๆเข้าใจผิด
สถาปนิกอินทีเรียที่หล่อๆสวยๆทำเท่ๆเก๋ๆในทีวีมันมีแค่ลูกคนรวยเจ้าของบริษัทเท่้านั้นแหละ
เรื่องจริงคือพวกเราเนี้ย หมกอยู่หน้าคอม ไปไซต์ นอนวันละนิดเดียว กระเซอะกระเซิง
ว่าแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำตามอุดมการณ์ต่อไป ถุ้ย!!!Embarassed


Recommend