วันตรุษจีน

posted on 23 Jan 2012 14:37 by mintd  in Diary
   ข้อดีของวันตรุษจีน ก็คือห้างร้านต่างๆจะหยุดและนิติบุคคลก็จะหยุด
และอะไรหลายๆอย่างก็จะหยุดทำให้เราไม่ต้องไปคุมไซต์ เป็นอะไรที่ดีใจเหลือเกิน
งานคุมไซต์ก่อสร้างไม่ใช่อะไรทีเราชอบเลย เลือกให้ไปได้ถูกคนจริงๆ
ผู้ชายแมนๆอยู่บริษัททำคอมอะไรไป ให้ผู้หญิงถึกๆไปลุยอยู่คนเดียว
บริษัทเรานี้เข้าใจเลือกจริงๆเลย อยากจะบ่นซะจริงๆเลยเนี้ย
 
    เมื่อวานเป็นวันไหว้ เราก็เลยไปบ้านยาย จริงๆควรจะตื่นแต่เช้า
แต่ด้วยความที่นอนตอน6โมงเช้า แม่โทรมาปลุก(ตอนที่ชั้นกำลังจะนอนพอดี)
ก็เลยขอนอนนิดนึง ตื่นมาอีกที7โมงครึ่ง  แย่แล้วๆ จะไปทันเค้าไหว้มั้ยเนี้ย
รีบนั่งบีทีเอส นั่งรถตู้ไปถึง9โมงพอดิบพอดี  สองสามปีที่ผ่านมานี้
เค้าเปลี่ยนการไหว้โดยใช้วิธีธูปเทียนแบบไฟฟ้า เสียบปลั๊กก็สว่างสไวไร้ควันไฟ
เนื่องจากมีคนแพ้ควันธูปก็เลยหันมาใช้แบบนี้แทน
 
    ก็มีของกินคุ้นหน้าคุ้นตา แพงๆ อร่อยๆมากมาย
แต่คือ เรากิินไม่ได้ แทบจะร้องไห้ วันนี้เพิ่งไปหาหมอเอายามากินแก้โรคกระเพราะ
กับโรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่น่ารำคาญ ทรมานชีวิตซะจริงๆ
กินข้าวก็รู้สึกจุกๆ แล้วไม่ว่าจะกินหรือไม่กินอะไรก็ยังรู้สึกปวดท้องอยู่ดี
ไม่มีอาหารโปรดที่อยากจะกินเลยแม้แต่นิดเดียว ความอยากอาหารหายไป
เริ่มรู้สึกถึงผลร้ายของกาีีรทำงานแบบหักโหม บ้างาน  ต่อไปนี้จะรักษาร่างกายตัวเองแล้ว
 
    เริ่มเปิดเว็บดูหางานใหม่ จริงๆก็สองจิตสองใจ แต่อย่างที่อาจารย์เคยคุยกับเรา
ถึงที่ทำงานเค้าจะไม่มีเรา เค้าก็หาคนใหม่ได้ อย่าไปยึดติด เค้าไม่มีคนทุ่มเททำงาน
ไปไซต์จัดการเรื่องจุกจิก งกๆให้ เค้าก็ไม่เป็นไรหรอก  แต่ตัวเราน่ะสิ ทำมากเกินไป
เกินลีมิตไป เราก็จะแย่ ป่วย ไม่สบาย เราไม่ไหวแล้วน้า.....  แถมต้องคิดเรื่องเรียนต่ออีก
ยิ่งเครียดไปอีก หม่ามี้กำลังจะมาเยี่ยมสัปดาห์นี้แล้ว หลอนสุดๆ ทั้งต้องเก็บห้อง
จัดการเรื่องต่างๆอีก วุ่นวายไปหมด อีกอย่างตอนนี้เป็นโรคนอนได้นานมาก
นอนบ่ายสามเมื่อวาน ตื่นมาอีกที7โมงเช้าวันนี้ ตกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ตื่นขึ้นมาอีก
กลัวนอนไปไม่ตื่นเลนเนี้ยชั้น
 
     เป็นตรุษจีนที่ย่ำแย่จริงๆ กินอะไรก็ไม่ได้ แต๊ะเอียก็ไม่ได้สักบาท ได้แต่ขนมเทียนขนมเข่ง
ที่หนักรวมกันหลายกิโล เอามาก็ไม่รู้จะให้ใคร กินไปสามอันก็เบื่อแล้ว ทีองุ่นแพงๆอะไม่ให้
เอาแต่องุ่นเขียวมาให้ เง้อใจร้ายมากๆเลยคุณป้า  ก็ไม่สนอะไรแล้วล่ะ เราอธิฐานบรรพบุรุษ
ขอให้ปีนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี และอื่นๆอีกมากมาย สามรอบที่ไปอธิฐานนี่ไม่ต่ำกว่ารอบละสองนาที
จำได้ว่าตอนเด็กๆนี่ไม่เคยมีอะไรจะขอ ยกมือไหว้แปะๆจบ ยิ่งโตยิ่งโลภมากนักเนอะ
 
ซินเจียอยู่อี่ซินนี้ฮวดใช้
 
 

แก่จัง

posted on 19 Jan 2012 21:44 by mintd  in Diary
          ตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตกำลังวิกฤตอย่างมากประมาณปลายปีที่ผ่านมา แบบที่ไม่ได้รู้สึกไปเอง
แบบที่ไม่ได้เกี่ยวกับยิ่งอายุมากยิ่งต้องมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้ยมามากตามไปด้วย
ปีนี้เป็นปีมังกร ครบรอบที่เราเกิดมา2รอบพอดี และไม่แน่ใจนักว่าตอนที่ครบ 1รอบแรก
เราเป็นยังไง
 
           แต่เท่าที่จำได้มันเป็นปีที่เราคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงชีวิตเรามากเหมือนกัน
จำได้ว่า ตอนอายุ12ปี หรือก่อนหน้านั้นนิดหน่อย เราได้เริ่มหันมาวาดรูปอย่างจริงจัง
เรียนวาดรูปกับอาจารย์คนนึงที่เค้าจบจิตรกรรมจากศิลปากร แน่นนอนว่าตอนเด็กเราก็ไม่เข้าใจ
ถึงศิลปะมากนัก ทำไปตามความคิดประสาเด็ก ทำไปตามใจตัวเอง เค้าให้ไปประกวดอะไรก็ไป
(ส่วนใหญ่จะได้ทำโน่นทำนี่เพราะคนรอบข้าง) ไม่ได้เป็นพวกขวนขวายอะไรเองเอาซะเล้ย
แม่ดัน ครูดันทั้งนั้น ก็ต้องขอขอบคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านนะคะที่ลูกศิษย์ท่านได้มาทางนี้แล้ว
 
           กว่าเค้าจะดันจะเข็นกันสำเร็จก็เล่นเอาเหนื่อยมากเหมือนกัน  คงมีเสียน้ำตา มีดราม่ากันเยอะ
แต่ด้วยตอนนั้นไม่ได้เขียนบันทึกอย่างจริงจังก็เลยไม่แน่ใจตัวเองสักเท่าไหร่ ว่าทำตัวมีปัญหาบ้างรึเปล่า
หรือจะเป็นแบบปัจจุบันที่ เดินทางสู่ปัญหาแบบมึนๆ เราเชื่อว่าไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องมีช่วงวิกฤต
ช่วงที่แบบว่าอยากกรี๊ด ไม่เข้าใจโลก อะไรไม่ได้อย่างใจ และมีหลายอย่างเค้ามาถาโถมมากมาย
กันทุกคน
 
           สิ่งที่เราเรียนรู้มาเกือบ24ปี สิ่งที่จะชนะทุกอย่างคือ ความอดทน  ความถึกจะทำให้เราผ่านพ้น
สิ่งสารพัดสารพันที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยยากในการดำรงชีวิต ความฉลาดอย่างเดียวไม่ทำให้เราชนะอุปสรรคได้
ความถึกคือ สุดยอดพลัง strengh ตอนแรกเราไม่ค่อยเชื่อเนื่องจากเด็กน้อยโง่เขาเบาปัญญาอ่อนต่อโลก
อาศัยอยู่ในโลกส่วนตัวอย่างเรา ถูกปลูกฝังมาว่าจะเจริญก้าวหน้าต้องเรียนให้เก่งๆ ต้องทำงานได้ตังเยอะๆ
ต้องมีหน้าที่การงานดีๆสูงๆ  

           ข้อสรุปคือ ไม่มีอะไรตายตัวแบบนั้นบนโลกใบนี้ มีปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย
ที่ทำให้เราไม่เป็นแบบนั้น เอ๊ะ! เราเรียนตำรามาผิดเล่มรึเปล่า เราอ่านหนังสือมาน้อยเกินไปเหรอ เราไม่ตั้งใจเรียนรึไง?
เกียรตินิยมเป็นแค่คำพูดสวยหรูเอาไว้ให้อมยิ้มกับตัวเองเล่นๆ ม้นไม่ดีแน่ๆถ้าจะบ้าเห่อเอาไปอวดชาวบ้านบ่อยๆ
เราจะดูเป็นพวกชอบอวดเกินไป และที่ทำงานก็ไม่เห็นให้ตังเราเพิ่มขึ้นสักหน่อย มันไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำไป
และตังก็ได้น้อยๆเท่าเดิม  นั่งกลุ้มกุมขมับ นี่เราเรียนอะไรมาผิดพลาดป๊ะเนี้ย? ทำไมเรายังต๊อกต๋อยง่อยเปลี้ย
ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำงานห่วยกว่าชาวบ้านเค้า ขยันขวนขวายความรู้ แล้วก็ไอเดียก็โอเค ทำไมเรายังไปไม่ถึงไหนเนี้ย?
คือ ไอ้ความคิดเนี้ยมันต้องมีบ้าง  เพราะข้อมูลที่ได้มา อินทีเรียไม่น่ายากจนปานนี้ ยิ่งโดนแม่เอาไปเปรียบกับคนโน้น
คนนี้ยิ่งฝ่อเข้าไปใหญ่ ตัวหดเท่าไม้ขีด จะให้ทำใจยอมรับน่ะได้ แต่ต้องมีอารมณ์ฝ่อบ้างแหละเวลาโดนเปรียบ
ที่เราทำขั้นต่อไปคือพยายามขยันหางานเพิ่ม ทำๆไปคนรู้จัก แต่รู้สึกจะเป็นการกุศลซะมากกว่า สงสัยเราจะหน้าตาซื้อบื้อ
แบบเป็นองกรไม่แสวงหาผลกำไร ก็เลยโดนเค้าโกงอยู่เรื่อย ต้องอดทน ต่อสู้! สู้โว๊ยๆ บอกกับตัวเองตลอดเวลา
 

 
            บางครั้งคนเราก็มีหนทางเป็นของตัวเองแบบที่ไม่มีใครบอกได้ แต่เราคิดว่าก่อนอื่นต้องหาแรงจูงใจ
เป้าหมายให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรามักจจะมีความอยากตลอดเวลา ทำสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ถ้าทำไม่สำเร็จนี่จะโดน
หม่ามี๊ทับถมบ่อยมาก ทำให้เราเจ็บใจ เจ็บใจแล้วต้องพยายามอีก เป็นการเลี้ยงลูกที่ซาดิสมากแม่ฉัน
ถ้าฟังเราแม่ลูกคุยหกันจะเหมือนทะเลาะกันมากกว่า แต่แรงบันดาลใจของเราก็มากจากแม่เหมือนกัน
เราไม่เคยเข้าใจว่าคน คนเดียวจัดการอะไรมากมายหลายอย่างได้ยังไงโดยไม่มีคนช่วย  แค่เราใช้ชีวิตประจำวันเอง
ก็จะแย่แล้ว ขอบอกก่อนว่าการเป็นวัยรุ่นที่ว่ามันเหนื่อย เราว่าการเป็นวัยทำงานมันเหนื่อยกว่าเยอะ
 

 
            1 อาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รู้ตัว

 
             เสาร์-อาทิตย์  คือวันที่เอาแต่นอน บอกไม่ได้ว่าไปอดหลับอดนอนมาจากไหน ทั้งที่วันธรรมดา
ก็นอนสี่ทุ่มทุกวัน แถมเป็นสภาพแบบหลับมากินข้าว นั่งพัก เหนื่อย นอน ไม่ได้อาบน้ำแต่อย่างได้
คือถ้าไม่เหนื่อยขนาดนั้นจะอาบน้ำ แต่มันเป็นช่วงที่เหนื่อยมากงานเร่ง แถมมากันหลายงานรุมใส่
 
ตื่น  ไม่อยากตื่น

 
นาฬิกาปลุก ไม่อยากตื่น  สามารถทนเสียงนาฬิกาปลุกได้โดยไม่รำคาญ แม้จะตั้งปุกทุก5นาทีหลังจากนั้น

 
วงจรอุบาทว์มาเยี่ยมเยียนทุกวัน สวัสดีจ้า! สายแระ ชิบหาย!

 
             ตอนนี้เราต้องจัดการหัวสมองแบบคิดได้ทำเลย เพราะจะลืมได้ง่ายมาก เพราะสิ่งที่ต้องทำมีมากเกินไป
ตื่นขึ้นมาระบบประหยัด  save money  save energy จะทำการเปิดทำงาน  เราจะรู้คุณค่าของเงินเมื่อเราหาเอง
และมีมันอย่างจำกัด และเมื่อเรามีบ้านของตัวเอง มีหนี้ของตัวเอง มีบิลที่ต้องจ่ายเอง เราจะรู้สึกสะดุ้งเฮือก
ทุกเดือน บิลโทรศัพท์ค่าเนตมาทุกกลางเดือน แล้วค่าไฟ   ค่าน้ำเดือนที่แล้วเล่นมา3เดือนติดกัน แทบกรี๊ด
แล้วเดือนนี้จ่ายค่าโทรศัพท์ไป2ครั้งเพราะบิลมันมาใกล้ๆกัน (หรือเพราะไม่ค่อยไปดูตู้จดหมายไม่รู้)
แทบจะสำนึกบุญคุณวงศ์ตระกูลที่ชุบเลี้ยงมา  ยอมรับอายๆว่ายังขอตังพ่อแม่อยู่บ้างเพราะไม่พอกิน
แม่ก็จะบ่นๆว่า โตแล้วทำไมยังขอตังอีก ดูฝรั่งสิเค้าลาออกมาทำงานส่งตัวเองเรียนกันทั้งนั้น

             เพื่อไม่ให้เป็นการทะเลาะเราก็จะขอเถียงแม่นิดนึง เราคิดว่าค่าครองชีพในประเทศเรามันไม่สมเหตุสมผล
แบบประเทศอื่นๆเค้า ของกินก็แพงแถมไซส์ที่ให้ก็มินิตามตัวคนไทยเหลือเกิน ไม่สมดุลอย่างแรง ยิ่งอยู่ในเมืองยิ่ง
ค่าใช้จ่ายเยอะเข้าไปอีก แบบว่าไม่อย่านึกเลยว่าถ้าตอนนี้เราลาออกมาหาเงินเรียนจะเป็นยังไง
ด้วยความคิดที่แสนขี้เกียจของตัวเองทำให้ยังไปไม่ถึงไหนจนถึงทุกวันนี้แหละ
 
             ตอนนี้ปลูกผัก แต่ยังไม่โตยังกินไม่ได้ แล้วไม่รู้มันจะรอดให้ถึงวันที่กินได้รึเปล่าไม่รู้ รูปร่างยังไม่ใกล้เคียง
ผักกาดหอม ผักชีเลยสักนิด (ชาวสวนเค้าใส่อะไรทำไมมันออกมาเป็นผักให้เรากินได้) แม่ก็หันไปทำสวนเป็นงานอดิเรก
(อาจจะอดิเรกในความคิดแก) แต่ในความคิดเราแม่จริงจังในการทำสวนมาก พื้นที่1ไร่ แล้วยังไปซื้อเพิ่่มอีก
น้ำประปาก็ยังเข้าไม่ถึง ไฟฟ้าก็ยังไม่มี กว่าจะรดน้ำต้นไม่ครบปาไป3-4ชม. ไม่รวมใส่ฟางคลุมหน้าดิน ใส่ปุ๋ย พรวนดิน
การเป็นชาวสวนนี้ไม่ง่ายเลย กว่าจะโยกน้ำบาดาลหอบน้ำไปรถน้ำต้นไม้ ทำไมต้องมาลำบากลำบนอย่างนี้ด้วย
เราคิด คือมันต้นเล็กมากกว่าจะประคบประหงม 2-3ปีกว่าจะได้กิน ทางเข้าก็ทุรกันดารมาก แม่เอารถเก่งมาวิ่งเหมือนมันเป็นกระบะแถมเอาต้นไม้ จอมเสียม อุปกรณ์ต่างๆยัดได้แบบไม่ง้อรถใหญ่ เราละไม่เคยเค้าใจจริงๆ ถ้าเราอายุเยอะๆ
แบบนั้นความคิดเราจะเป็นแบบนั้นไหม เพราะเห็นผู้ใหญ่หลายคยพอใกล้เกษียนก็จะเข้าหาธรรมชาติใช้ชีวิตสงบ
อยู่ในบ้านสวน คือ มีหลายเรืื่องที่เราไม่เคยเข้าใจแม่ หลายเรื่องเข้าใจแล้ว แต่ก็มีอีกที่ยังไม่เข้าใจ

 
             ทำไมแม่สอนอะไรไม่ฟัง!

 
              เคยได้ยินคำอะไรแบบนี้มั้ย? เราเป็นเด็กดื้อเหมือนกันเนอะ 
              เป็นพวกที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ จะเชื่ออะไรนี่ย๊าก ยาก เหลือเกิน แต่ทำไมพอเจอแล้วนี่จำเหลือเกิน  แบบหนูไม่อยากทำงานที่ต้องเจอคนเยอะๆ ชอบทำงานเงียบๆสงบๆอะ  แล้วนี่แกมาเป็น อินทีเรีย

แล้ว.....  แทบไม่ต้องสงบเลยค่ะ พูดทั้งวันเลย ไปไซต์คุมงาน ติดต่อคนโน้นคนนี้ จัดการสารพัด

ก็........   หนูบอกแล้วว่าหนูไม่ชอบอะ  ไม่อยากทำอะ

             แม่สอนแล้วก็จำไว้นะลูก  อยู่ในป่าคนเดียวจะได้ไม่ต้องเจอกับใคร

 
 มีหลายเรื่องที่แม่บอก แต่เราไม่เชื่อ เราไม่คิดว่าแม่จะแม่นแบบมีตาทิพย์
แต่มันเป็นไปแล้ว แม้เราจะอาบน้ำร้อนทุกวัน แต่แม่คงจะอาบบ่อยกว่าเราก็เลยรู้อะไรมาเยอะแยะ
มีคนที่นิสัยเคี่ยวกว่าแม่เยอะแยะ มีคนที่พูดจาแย่ๆ มีคนนิสัยแปลกๆน่ารำคาญ แบบรับไม่ได้
เราไม่ได้สนใจ เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้สำคัญอะไร เพราะถ้าเราไปสนใจสิ่งเหล่านั้นมันก็จะทำให้เรา
เสียความรู้สึกเปล่าๆ แต่ถ้าเกิดว่าแม่โทรมากลุ้มๆ วีนๆ เราเริ่มรู้สึกแล้วเพราะว่ามันสำคัญ
เวลาที่แม่บ่น เราจะปล่อยให้แกพูดไป บางทีแกไม่ต้องการคำพูดอะไร แต่ถ้าเราฟังแกแล้วไม่ทำท่าแย่ๆใส่
แกก็จะดีขึ้นเอง ทำให้เรานึกขึ้นได้เลยเอามาใช้บ้าง

 
        มีนิติบุคคลที่นึงเคี่ยวมาก แล้วไซต์นี้ก็มีปัญหาเพราะช่างที่จ้างมาไปสร้างวีรกรรมไว้เยอะ
แล้วหัวหน้าเป็นทอมโหดมาก พูดจาแบบไร้ความเมตตาปราณีบ้าอำนาจมากมาย เค้าจะพูดเหน็บแนม
บุคคลิกภาพแย่ยากต้อการให้อภัยได้มากแค่ไหน  เราต้องไม่เฟล เราต้องพูดคุยอย่างเป็นมิตร
ยิ้ม (ไม่ถึงขั้นเบิกบานมาก) มีสติ แก้ปัญหา หาทางออกต่างๆ ทั้งที่ใจนี่โคดเกลียดมันเลย เซ็งในอารมณ์มาก
คือ ปกติไม่ใช่แบบคนแบบนั้นแน่ๆ เกลียดการพบปะผู้คนอยู่แล้ว ยิ่งไปเจอคนเคียวๆโหดๆนี่ อยากจะหนีไปให้ไกลๆ
 
        ไม่แน่ใจว่าเราเขียนไปกี่รอบแล้วนะว่างานอินทีเรียไม่ใช่งานที่เรานึกภาพไว้ตั้งแต่ตอนเรียน
คือ ไม่นึกว่ามันต้องทรหดขนาดนี้ แบบอยากเป็นพนักงานออฟฟิสดูดีมีสกุลอะไรเงี้ย (นี่ไม่ใช่ที่หนูคิดไว้)
แม่ก็จะพูดว่า "นี่แม่บอกแล้วไง"  ไม่ต้องเลยแม่ ชอบซ้ำเติมหนู

         มีพี่คนนึงเค้าพูดว่าเดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่ทำ3dเก่งๆทั้งนั้น ถ้าเราไม่เก่งเราก็สู้เด็กพวกนี้ไม่ได้ โดนแย่งงานหมด
โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่าถูกแค่ครึ่งเดียวนะ มันไม่ถูกทั้งหมด ก็ดีที่เด็กรุ้นนี้ออกแบบใช่คอมใช้เทคโนโลยีกันเก่ง
แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ยากหรอกเรื่องเทคโนโลยี มีโทเดล มีบล็อคที่เค้าสร้างมา เอามาจัดๆวางๆ ตั้งค่าแสง คอมแรงๆ
องค์ประกอบศิลป์ การฝึกฝน perspectiveก็ดูสวยแล้ว  แล้วไง ก็ขายได้ แต่อินทีเรียไม่ใช่แค่ในกระดาษ
ทำรูปแล้วไม่จบ มันแค่การสร้างฝันให้ลูกค้า ถ้าเราไม่รู้เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆแน่นอนเราสู้เด็กรุ้นใหม่ไม่ได้
เราไม่รู้ว่าวัสดุอะไร ความหนา ชนิด สีสัน (ปลีกย่อยไปแบบว่าใช่อะไรถูกและดีกว่า) ระยะเวลาการสั่ง การผลิต
การขนส่ง จิปาฐะนานาชนิด ของสารพัดยี่ห้อก็ไม่เหมือนกัน มันมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่าแค่การทำภาพสามมิติ
ทุกอย่างมีความสำคัญหมด พื้นฐานทุกอย่างจำเป็นที่ต้องนำมาใช้ประกอบกัน ให้ออกมาเป็นงานจริง
ถ้าทำมาแล้วช่างสร้างไม่ได้ หรือสร้างมาแล้วสวยแต่ไม่ทนทาน ไม่มีประโยชน์ มันก็ไม่ตอบสนองการออกแบบเท่าไหร่
แต่เราคิดว่าไม่มีใครรู้ทุกอย่างในวันสองวันได้หรอก ความแก่(ประสบการณ์) ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเอง

 
        เขียนมาตั้งนาน ว่าจะลงท้ายว่าปีนี้เป็นปีที่ชง  แรงงงมาก  ไม่ต้องบอกว่าวุ่นวายมากแค่ไหน
ถ้ามีมากกว่านี้คงได้มาบ่นอีกแน่นอน  ถ้าวันไหนซื้อชานมไข่มุกมากินแสดงว่าเราให้รางวัลกับความเครียด
เพราะโหมดประหยัดต้องเสียแน่ๆ ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่เราว่าแพง 40แหนะ ใครจะไปซื้อกินทุกวัน
สตาร์เบื๊อกนี่รอเงินเดือนขึ้นค่อยกินกันเลยทีเดียว

 
         พรุ่งนี้ต้องไปไซต์ (สิ่งที่เราใช้ปลอบใจตัวเองเวลาไปไซต์)
คือ เราจะเริ่มทำเป็นว่า การตื่นแต่เช้านั่งรถไฟฟ้าเบียดเสียดผู้คนเป็นการฝึกเอาตัวรอดในภัยพิบัติ
เดินไปไซต์ร้อนเหงื่อแตกไกลก็ไกล ไม่นั่งมอไซค์ เราจะได้เอาค่ามอไซค์ไปซื้อข้าวกิน การที่ไม่มีที่นั่งในไซต์
เสียงเครื่องจักร ช่างผู้ชายมากมาย ฝุ่น สารเคมี จะทำให้เราอดทน เราจะได้เรียนรู้เคล็ดวิชาจากช่าง 
เค้าบุดดหนังยังไง ต่อฟองน้ำยังไง ใช่อุปกรณ์อะไรบ้าง
 
          เราจะพบอาแป๊ะแก่ๆผู้เชียวชาญงานวิชาชีพอยู่บ่อยๆ  เค้าคือท่านผู้เฒ่าผู้มีพละงพิเศษกล้าแกร่ง
เราเป็นรุกกี้ เด็กฝึกหัดเราควรไปแอบเก็บเคล็ดวิชาเค้ามา
บางทีเราอดทึ่งในความสามารถช่างต่างๆ บางทีเราเขียนแบบไม่ละเอียดเท่าไหร่แต่ช่างก็ทำของเค้าได้
เรายังรู้อะไรน้อยมาก แค่ทำ3dเป็นก็แค่นั้น  เราสำคัญตัวผิดเหรอเนี้ย! เราคิดแบบนั้นบ่อยๆนะ
จะทำเป็นวีนช่างว่าทำไมไม่เหมือนแบบเปะๆมันไม่ถูก (อยากให้ลูกค้าบางคนเข้าใจอะไรบ้างเหมือนกัน)
วันนี้ไปเจอมาก็แอบเซ็งสลดจิตเหลือเกิน จน.=เจ้านาย  จน.เราแนะนำว่าทำพื้นปูนขัดมันแล้วก็ตีเส้นแบ่งเป็นช่วงๆ
จะได้ลดการแตกเวลาที่เป็นแผ่นเล็กจะได้ซ่อมเป็นจุดๆ คุณลูกค้าบอกว่าไม่ชอบเส้นๆ (ทำจริงๆเราว่าก็ไม่น่าเกลียดเลยนะ)แทบไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ไม่เอา ไม่สนเอาเต็มๆ ถ้ามันแตกก็แตกไปเอาปูนมาโป๊ะปะๆ สวยดี
นี่ไม่อยากบอกว่า ไม่ใช่ว่าปูนเป็นอนุภาคเดียวกับดินน้ำมันนะจะได้เอามาแปะเฉยๆได้
ผ่านไปแป๊บเดียวมันก็ร่อนแล้วดิคะ  ร่อนแล้วต้องโป๊ะใหม่เรื่อยๆงั้นเหรอ น่าเกลียดอะ
ลูกค้าชอบดิบๆ แต่แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องแล้วอะ เป็นพื้นดินน่าจะดีกว่าปลูกพืชได้อีกต่างหาก

 
    คือมีข้อมูลทางเทคนิคทางการก่อสร้างที่เราควรรู้ไว้ เพราะเราต้องประสานงานกับหลายฝ่ายมาก
(รวมถึงนิติบุคคลเคี่ยวๆด้วย)  
แล้วสิ่งหนึ่งที่เราควรเข้าใจก็คือ ความสวยงาม มันเป็นเรื่องการรับรู้ของแต่ละคน
ไม่ควรไปสรุปว่าแบบนี้ไม่สวย แบบนี้เชย แก่ ไม่เดิ้นเลย มันแล้วแต่คนเค้าจะคิด
เราให้ข้อคิดเห็นได้ แบบสร้างสรรค์ ไม่ควรไปตืว่าเฉยๆ แต่อาจจะบอกว่ายังไงจะดีกว่าเหมาะกว่า
(คุณลูกค้าโปรดเข้าใจด้วยนะคะ) จะมีการเหน็บแนมบุคคลต่างๆมาเป็นระยะเนื่องจากความหมั่นไส้
"ผมไม่ชอบมันดูเหมือนบ้านของคนแก่ เชยๆ น่าเบื่อๆ"
ได้ฟังแบบนี้แน่นอนเค้าพูดตรงๆ เราเกิดช็อคตรงๆ แล้วเค้าก็บอกว่า "นี่ผมบอกว่าผมพูดตรงๆนะ"
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกค้าเคยพูดคำพูดทำร้ายจิตใจ แต่ยังทำตัวไม่ชินสักที
theme ก็ยังไม่ให้มา บอกว่าloftเฉยๆ มันเป็นอะไรก็ได้ "ความสวยงาม เกิดขึ้นแตกต่างกันแต่ละบุคคลไม่ใช่เหรอ
ไปบอกสิว่า Barbara  Barry ดูแก่ๆน่าเบื่อ  มันไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย ไม่งั้น ralph lauren ก็เป็นคุณปู้คุณทวดแล้ว
แล้วบอกว่าชอบแนว Ando มันช่างขัดแยังอะไรแบบนั้น แล้วบอกว่าชอบดิบๆ  (เดวขอเป็นลมก่อน)
ต้องมานั่งกล่อมเกลาจิตใจแล้วทำงานต่อไป บำบัดสุขภาพจิต จะได้เข้าใจจิตใจผู้อื่นมากขึ้น


ร้องเป็นเพลง

     ฉันชอบดิบๆ แนว Tadao Ando แบบที่ทำมานั้นมันแก่น่าเบื่อๆ  ขอสวนแบบDouble Spaceนั้นได้มั้ย
ชั้นจะได้เอาไปทำสวนแนวตั้งน่ะ แบบพารากอนน่ะ เอาไปไว้ช่วงก่อนบันไดก็ดีนะ  พอเดินเข้ามานี่เกิดImpact
อย่างแรงเลยฮิ เอาให้มันทิ่มตาไปเลย ขอบ่อตื้นๆเอาไปเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย อย่างปลาตีนด้วย แล้วก็ปลูกเฟิร์น
ไม่เอาบันไดตรงโน้นตรงนี้ ไม่เอาบันไดไว้หนีไฟบ้างหรือจ้ะ เอาไปยื่นเขตนี่เค้าจะให้ผ่านมั้ยค่ะ แล้วอยากบอก
อะไรอีกอย่างนะคะ ใบเสนอราคานี้ไม่รวม landscape Designนะเออ หัวเราะคิกคักอะไรกันคะ เราเหนื่อยใจนะคะ
เข้าใจอะไรง่ายๆนะคะ ที่ว่ามามันดูไม่เข้าขัดแย่งกันจังเลยนะคะ ดิบ เถื่อน แบบอันโดะ สวนแนวตั้งมีปลาตีน
หนูไม่เข้าใจ หนูปวดหัวมึนตึบ หนูไม่เข้าใจคนแก่ ลัลล้าๆ  ไปคุมไซต์กันดีกว่า สุขใจกว่าเจอป๋าคนนี้ คนนี้ที่เป็นลูกค้า
ลา ลา ลา ลัล ล้า   
 
                                                                 -จบ-




 
      

ไปไซต์มา

posted on 10 Jan 2012 18:14 by mintd  in Diary
 
มาแปะรูปไว้เพราะลองดูไปดูมามันสวยดี
แต่บรรยากาศที่ไปมามันไม่ได้อาร์ทแนวอะไรอย่างนั้นเลย
เป็นไซต์ที่เรารู้สึกว่าน่ากลัวที่สุดเท่าที่ไปมา
เป็นงานrenovate ตึกแถวมาทำออฟฟิสนี่แหละ
มองไปมองมามีอะไรให้ทุบเยอะเลยนะเนี้ย
จะได้ออกแบบสไตล์ลอฟท์ซะที มีงานสนุกๆให้ทำแล้ว
ค่อยมีกำลังใจทำงานหน่อย (แต่ไม่รู้ลูกค้าเรื่องมากป่าว)
กะหาอิมเมจมาก่อน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชอบภาพนี้มาก ถ้าเป็นพวกชอบของเก่า
 

 
 
ห้องลิฟท์เก่า คือคนอื่นวิ่งหนีกันหมดอินี่มาถ่ายคนเดียว
แล้วพอลงบันไดก็โดนหลอกให้ตกใจซะงั้น
 
 
 
 
 
เป็นไซต์ที่ทำเลใจกลางเมืองมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีตึกน่ากลัว ร้างๆแบบนี้อยู่
สู้เว้ย 
 
 
 

ช่วงเก็บตัว

posted on 06 Jan 2012 13:45 by mintd  in Diary
      จริงๆแล้วตอนนี้ควรจะนั่งแก้แบบและเรนเดอร์เฟอร์นิเจอร์ แล้วก็ออกแบบร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า
แต่ตอนนี้อารมณ์ติส ลัลล้าเข้าสิง ถ้าเกิดว่าเรารู้ว่าตัวเองทำงานเร็วแล้วปั่นแป๊บๆก็เสร็จ
มันจะเกิดอาการขาดไฟลนก้นให้เสร็จ เพราะจะนึกว่าอีกนิดเดียวก็เสร็จๆ ขอสักหนึ่งชั่วโมงอะไรงี้่
(นี่คือนิสัยเสียของเรา) โดยเฉพาะเป็นงานที่แก้แล้วแก้อีกและไม่น่าสนใจ เราจะดองไปสัก1วัน
 
     ปกติแล้วถ้าเจ้านายสั่งงานมาบ่ายๆ ก็พยามทำก่อนเลิกงานให้เสร็จ 
เพราะช่วงนี้ไปเข้าไซต์บ่อย ไม่อยากค้างคางานเอาไว้ให้ใครถามถึง
แต่รู้สึกตั้งแต่เมื่อวานนั่งดูยูทูบ ติดงอมแงม นั่งดูคอนเสริ์ตคนโน้น คนนี้
ก็เริ่มจะทำตัวตามสบายไปหน่อย

 
     สิ่งที่ค้างคาที่ยังไม่ได้ทำ และต้องสะสางในช่วงนี้

1.อ่านหนังสือสอบใบประกอบวิชาชีพ (พยายามจะตือนตัวเองอยู่ทุกวี่ทุกวัน)
2.อ่านหนังสือเรื่อง ในสวนลับ ของฟรานเซส ฮอดจ์สัน เบอร์เน็ตต์ 
   คือ วันก่อนที่คอนโดไฟดับ ไม่มีอะไรทำ กลัวความมืดก็เลยลงไปนั่งในห้องสมุด
แล้วก็นั่งอ่านเรื่องนี้ไปได้30หน้า ชอบเนื้อเรื่องมากดูคลาสสิคแล้วก็ชวนให้นึกถึงชนบทในประเทศอังกฤษ
ก่อนหน้านี้เคยอ่านเรื่อง เจ้าหญิงน้อย ของนักเขียนคนนี้เหมือนกัน ถ้าเราได้อ่านตั้งแต่เด็ก
เราต้องเอา 'ซาร่า ครูว์' เป็นไอดอลในดวงใจคนนึงแน่ๆ เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน
ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราสามารถเลือกที่จะเป็นเจ้าหญิงได้ คนเราไม่มีชนชั้น สิ่งที่เราทำบ่งบอกสิ่งที่เราเป็น
จะเห็นได้ว่าคนเขียนแอบแทรกเรื่องซีเรียสไปเนียนๆกับวรรณกรรมเด็กได้อย่างที่เราไม่เบื่อเลย
เพราะคนเราชอบนึกว่าเราเกิดมาเพื่ออยู่ในโลกอย่างมีความสุขสนุกสนาน แต่ชีวิตก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดเวลา
เราสามารถอยู่ในโลกได้ทุกแบบ เรามีทั้งความสุขได้ แล้วก็พร้อมจะเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายต่างๆ
(เอาเป็นว่าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลินดีเหมือนกัน) แต่อาจจะต้องอ่านหนังสือสอบให้ได้เยอะๆแล้วเบื่อค่อยไปอ่าน
 
 
นอกนั้นก็รอได้ (ยังนึกไม่ออกตอนนี้ต่างหาก) ช่วงนี้งดสังสรรค์พบปะผู้คนเพราะอ่านหนังสือ
ต้องสอบให้ผ่านๆ 
 
 
เรารู้สึกมีความสุขมากเลยเวลาที่ได้อ่านหนังสือในห้องสมุดที่คอนโด 
เหตุผลคือ มันใหม่มาก (ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มีใครอ่านก่อนเรา)
นอกจาหน้ากระดาษยังไม่ยับแล้ว มันยังเรียบร้อยสวยงาม มีแต่หนังสือใหม่ๆที่ไม่ต้องซื้อ
มีเป็นเซ็ตปกแข็ง มีนิยายสารพัดอย่างที่เราเคยอยากได้แล้วไม่มีตังซื้อ
เราคิดว่าเป็นโชคดีของเราแล้วที่คนอื่นเค้าไม่ชอบอ่านหนังสือเล่มหนาๆ
มันทำให้เราได้อ่านหนังสือที่ใหม่เอี่ยมอ่องก่อนใคร ขอบคุณทุกคนที่ไม่ชอบเข้าห้องสมุด
ขอบคุณทุกคนที่ชอบนั่งเล่นไอแพด ไอโฟน  จริงๆเราก็อยากเล่นบ้าง แต่ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะมี
เพราะเรายังต้องเก็บตังไปทำอีกหลายอย่างเลยต้องยกความอยากได้นี่ไว้ทีหลัง
 
ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บตัว แล้วบางทีเราก็อาจจะหมกมุ่นมาก
หมกมุ่นกับการทำงาน หมกมุ่นกับการอ่านหนังสืิอ
และเสาะหาฟังเพลงในยูทูบมากไป และไม่อยากเจอใครเพราะยังไม่พร้อม
ที่จะเสียตัง และเสียเวลา รอให้ผ่านการสอบไปก่อนนะ แล้วเราจะเต็มที่กับทุกๆอย่างๆ
 
จบๆๆ การรายงานข่าวความคืบหน้า


ืืno โน

posted on 19 Dec 2011 18:51 by mintd
    ช่วงนี้อารมณ์แปรปรวนอย่างหนัก แถมโชคก็ไม่เข้าข้างซะด้วย
กำลังเอาแคบหมูจิ้มน้ำพริกหนุ่มเข้าปาก มันเป็นอาหารเย็นที่เรานั่งกินหน้าคอมในออฟฟิส
ตอนแรกนั่งกินขนมปังกรอบ  และเปลี่ยยนเป็นทวิสตี้ หิวมากเลยเอาแคบหมูมากิน
น้ำพริกหนุ่มเผ็ดมาก แต่ไม่สามารถหยุดปากตัวเองให้เคียวได้
 
    ช่วงนี้รังสีความยากจนคงแผ่ซ่านแรงมาก จนใครๆก็เลี้ยงข้าว
ถึงเราจะปฎิเสธไปตามมารยาท ก็ให้เค้าเลี้ยงเหมือนเดิม
เป็นนโยบายเอาชีวิตให้รอดก่อนสิ้นเดือน ทำยังไงก็ได้ให้เลี้ยงชีพ
ต่อไปได้จนสิเนเดือน ค่าครองชีพทุกวันนี้มันไม่สัมพันธ์กับกับเงินเดือน
ถึงจะทำกับข้าวกินเองก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้ประหยัดมากเท่าไหร่
ต้องเรียนรู้เคล็ดหลับจาก ในโกโกริโกะ เป็นเกมโชว์ที่เราชอบมาก
ไอ้วิธีกินอยู่อย่างประหยัดเนี้ย  ลองไปเสิจใน youtube
โกโกริโกะ + กินอยู่อย่างประหยัด
 
     ยัยมูรากามิเป็นคนที่ประหยัดอย่างสามารถมาก
แล้วก็ทำกับข้าวน่ากินโคดๆ ตอนนี้มีไอดอลใหม่ประจำใจ
ใครที่เป็นคนประหยัดมาก เราจะเริ่มรู้สึกประทับใจ
กิจกรรมงานอดิเรกคือการประหยัด  อันต่อไปคือการหลงทาง
เป็นอะไรกันชีวิต หลังทางได้บ่อยซะเหลือเกิน
เส้นทางที่ไม่เคยไปก็ชอบไปลองนั่งรถเล่นเรื่อย รถเมล์ที่ไม่เคยขึ้นพาไปไหนต่อไหน
ไม่รู้ หลังจากต่อมา4ต่อ จนพามาถึงรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อ
ก็กลับบ้านจนได้  แต่นั่งรถเมล์ฟรีก็เลยรอมันไปเรื่อยๆ
แต่พอเหนื่อยจากการหลงทาง ก็มาเสียตังให้ชานมไขมุกอีกจนได้
ชานมไข่มุกบนสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตมี2ร้าน ร้านนึงตรงแถวๆยามาซากิ
อีกร้านนึงอยู่ตรงใกล้ๆทางลงลานจอดรถบีทีเอส
 
     สิ่งที่ควรมีเวลาจะคิดประหยัดทำกับข้าว
1.มันฝรั่ง แครอท
2.แป้งโกกิ แป้งข้าวโพด
3.กระหล่ำปลี
4.ถั่วเขียว
5.มาม่า
 
ไม่รู้จะเอาอะไรทำกับข้าว การใส่กระหล่ำปลีเยอะๆจะเพิ่มปริมาณอาหารดีมาก
แล้วก็อร่อยดีด้วย
 
ส่วนอีกอันที่ชอบนั่งดูคือส่งคุณทานากะไปเป็นเรียนเป็นพ่อครัวอาหารจีน
เป็นงานที่โหดมากๆ จากที่เรานั่งบ่นหงุดหงิดงุงิปวดหัว
ดูเค้าแล้วต้องผ่านงานโหดมาก ต้องหั่นผักกระหล่ำเร็วๆมาก
หั่นจนมีดบาดมือ (เมื่อวานเราก็หั่นกระหล่ำจนมีดบาดมือเหมือนกัน ลึกด้วยยังเจ็บอยู่เลย)
 
    ทุกวันก็ต้องมีปัญหามีอะไรมาให้ปวดหัว แล้วพอเจอเยอะๆเราก็จะรู้สึกเวียนหัว
สมองชาไม่ทำงาน  เริ่มจะเอาอันโน่นอันนี่มาเปรียบเทียบ โยเย นอย เฟล
วนเวียนไปมา  พอเริ่มหาอะไรกินก็จะอารมณ์ดีขึ้นมา แล้วก็มองโลกในแง่ดีขึ้น
บางครั้งมันคงรู้สึกดีมั้งที่โทษโน่นโทษนี่ แต่มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา
มีแต่ว่าจะคิดมากแตกประเด็นขึ้นไปอีก ทำไมเค้าไม่อย่างโน้น ทำไม่เค้าไม่อย่างนี้
ไม่มีใครทำถูกใจเราสักที แถมทำผิดเราก็โดนด่าไม่ว่าจะทำเองหรือไม่ได้ทำ
พอเริ่มจะ 5โมงเย็นก็เริ่มจะสติแตก เมื่อสะสางอะไรไม่ได้อย่างใจซะที
 
    สูดหายใจลึกๆ แล้วก็กลับไปทำอะไรของเรา พรุ่งนี้ค่อยมาปวดหัวต่อละกันเนอะ
บางอย่างถ้าเราทำเต็มที่แต่ไม่ได้อย่างใจ เราก็ได้แค่ประคอง จะให้มันได้เป๊ะๆมันไม่ได้
 
    ความเกลียด มันเหมือนเป็นสสารสักอย่างที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
แต่บางทีก็โผล่ออกมาให้คันเล่นๆ อยากจะเกาให้หาย อยากจะหายเกลียดบ้าง
อยากจะใจกว้างและเข้าใจทุกอย่างบ้าง 
 
 
    วันก่อนนั่งอ่านหนังสือคนเลือดกรุ๊ปโอ มันตรงตัวเราอย่างบอกไม่ถูก
 
+ ชอบหลงทาง แต่ไม่ยอมที่จะถามใคร แต่ไปๆมาๆก็ถึงที่หมายได้อยู่ดี
+ ชอบทำตัวเป็นพวกเฮฮา  แต่จริงๆมีนิสัยอย่างอื่นซับซ้อนอยู่ มีหลายบุคคลิกที่ไม่เปิดเผยใช่ไหม?
 
แล้วก็ธาตุน้ำ + คนเกิดวันจันทร์
 
    ที่เป็นพวกบ้าพลังทุ่มเทกับอะไรที่ทำมาก เวลาโมโหก็จะเหมือนคลื่นซึนามิ
    เป็นพวกหลักแหลมมั่นใจในตัวเอง แล้วก็ชอบสั่งงานคนอื่น
 
 
ตอนนี้อีกนิสัยที่แก้ไหมหายคือการจัดระบบความคิด
 
    -ชอบคิดหลายๆเรื่องพร้อมกัน
   - แล้วก็ชอบทำหลายๆเรื่องพร้อมกัน
   -มันเลยกลายเป็นสับสนวุ่นวาย ปวดหัวงุนงง
   -พยายามทำอะไรมากเกินไป แล้วก็คาดหวังอยากให้เป็นอย่างโง้นอย่างงี้
   -ไม่มีใครทำได้ตามใจเราเป๊ะๆ
   -ก็จะแอบเฟล หงุดหงิด
   -พยายามลดความคาดหวังลงหน่อย
   -แล้วก็พอดีๆบ้าง
   -ตอนนี้ประมาณ150 เปอร์เซนต์ มันเยอะเกินไป
   -แต่ไม่ได้ทำตัวเฉื่อยนะ แค่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดบ้าง เป๊ะๆไม่ดี

ในระหว่างการเดินทาง

posted on 16 Dec 2011 14:48 by mintd  in Diary
     
      ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้จะว่างพอที่จะมาเขียนอะไรได้ และวันนี้ออฟฟิสเงียบเพราะเค้าไปไซต์ต่างจังหวัด
คงต้องเล่าตั้งแต่เมื่อวาน ไปซื้อตั๋วที่สมบัติทัวร์ เป็นพวกซื้อแต่ตั๋วรถทัวร์เดิมๆที่เคยขึ้นเลยไม่เคยขึ้นสมบัติทัวร์
และเรดาร์ในการหาทิศทางของเราแย่มากเลยเสียค่าแท๊กซี่ไป70บาท
ด้วยความงก และคับคล้ายคับคลาว่ามันใกล้จตุจักรก็เลยเดินกลับ
 
      เดินผ่านตึก ปตท. เจอไฟที่ประดับต้นไม้สวยมาก
พยายามเพลิดเพลินกับความสวยงามของแสงไฟ และแอบหลอกตัวเองว่าอีกนิดนึง
ไม่แน่ใจว่ามันใกล้หรือไกลเลยขึ้นบันไดสะพานลอยไปไปมองจากมุมสูง ลังเลว่าจะข้ามฝั่ง
ไปเซ็นทรัลไปขึ้นรถเมล์ดีไหม?  ด้วยความที่ช่วงนี้มีงานอดิเรกคือการประหยัดเลยว่าจะเดิน
เวลา 19.15 คิดในใจ อีก15นาที เราเดินไปทันรถตู้คอนโดแน่นอน อีก15นาทีสบายมาก
 
      ฟุตบาทตรงทางเท้าตึกปตท. จะเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนช็อคโกแลตบาร์ และทำเราเจ็บเท้ามากเมื่อ
เดินไปเยอะๆเพราะเราใส่รองเท้าส้นแบน ไหนจะหลบเสาไฟ ไหนจะต้องยืนริมๆ มอไซค์จะได้ขี่บน
ฟุตบาทได้อย่างสะดวก  ถ้าเราไม่หลบเดี๋ยวมอไซค์เค้าจะขี่บนฟุตบาทลำบากนะ (ไม่ต้องห่วงสวัสดิภาพชีวิตกันแล้ว)
เดินผ่านหน้าทางเข้าสวนรถไฟ (ไม่ได้ไปมานานมาก) เดินมาหัวมุมทางเข้าสวนจตุจักร
เลยเดินเข้าสวนจตุจักร ดีกว่าเดินริมฟุตบาทสูดควันรถยนต์ริมถนน และกินที่รถมอไซค์บนฟุตบาท
 
      เราย้ายมาใกล้สวนจตุจักรแต่ไม่ได้มาเดินเลยสามเดือน ผิดจากตอนอยู่งามวงศ์วาน
สามารถถ่อมาได้ไกลมาเดิน มาวิ่งอยู่บ่อยๆ บรรยากาศมืดๆทำให้เราต้องรีบเดิน
และเริ่มตระหนักว่าความคิดเราที่ว่าใกล้ แต่พอเดินจริงๆมันไม่ได้ใกล้เหมือนที่คิดไว้
เดินเมื่อยมาก ควรจะหากูเกิ้ลก่อนจะตัดสินใจในการเดินทางในบางที
เพราะเราเป็นคนที่ชอบเดินเสาะหาซอกหลืบ และหาทางหลงตลอดเวลา
 
 
ไม่ใช่เล่นๆหากยังไม่เตรียมใจจะเดินตั้ง 2กิโลกว่า เวลา32นาที เราเดินเร็วกว่านั้นนิดหน่อย
เดินมาจนเห็นธนาคาร TMB ลิบๆ ทำไมกรุต้องเดินไกลขนาดนี้ด้วยเนี้ย
แล้วพอมาจะถึงสถานี BTS สิ่งที่เจ็บปวดก็คือ รถตู้คอนโดวิ่งผ่านหน้าไปอย่างไม่ไยดี
ไม่มีเวลาพอจะขึ้นบันได BTS และข้ามฟากไป  รถอีกรอบอีกครึ่งชั่วงโมง
จงรอ....ไป ถ้าไม่อยากขึ้นรถมอไซค์
 
       รถมอไซค์ก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ถ้าเราไม่รู้สึกเสียดายเงิน และชินกับการที่มันวิ่งขึ้นฟุตบาท
และไม่สนใจใยดีกับเนินหลังเต่า หรือแว้นสะท้านลม  แต่เรามีทางเลือกรถตู้เที่ยวสุดท้าย
เราจะรอ  ก็แค่ไปซื้อชานมไขมุกมากิน  ก็เสียเวลาไป15นาทีแล้ว รออีก15นาทีไม่นาน
ความเคยชินจะทำให้เรามีภูมิต้านทานกับอะไรหลายอย่าง ความไม่สะดวกสบาย และปัญหาต่างๆ
จะทำให้คนเราแข่งแกร่งมีพลังซุบเปอร์ไซย่าได้ เชื่อว่าหลายๆคนก็คงทำได้ไม่ต่างจากเรา
 
      ไม่เสียเงิน 15บาท ค่าวินมอไซ แต่เสียค่าชานมไขมุก 30บาท  และเดินไปเห็นมัฟฟินช็อคโกแลต
เลยเสียเงินไปอีก 58บาท แหล่งช็อบปิ้งเล็กๆน้อยๆบนสถานีฺBTS มันสามารถดึงดูดเงินเราได้ตลอดเวลา
เดินข้ามฝั่งมาตอนเช้า เฉียดๆจะได้เสียเงิน (ไม่ได้เจ้าจงหักห้ามใจนะ อย่าให้พลังร้ายเข้าแทรกลมปราณ)
จงสงบจิตใจไว้ๆ  แต่ตอนนี้กำลังเปลี่ยนแนวคิดตัวเองซะไม่เพื่อให้ไม่ซื้อของ ไม่คิดว่าต้องซื้อเก็บไว้กิน
ไม่กินของแพง ไม่กินโคอาล่ามาร์ชแบบพรีเมี่ยมที่นำเข้าจากญี่ปุ่น (ที่ราคาแพงกว่าโคอาล่ามาร์ชปกติ)
จริงๆตัดใจไม่กินโคอาล่ามาร์ชเลย
 
      ถึงไหนแล้ว... หลังจากเดินมาซื้อชานมไข่มุก ด้วยความกระหายน้ำก็เลยซัดไปอย่างเร็ว
เย็นจี๊ดขึ้นสมอง เกือนตั้งสติไม่ทันตกบันได กลายเป็นที่สมน้ำหน้าของประชาชีไป
กินไป...ยืนรอไป  ข้างๆก็มีร้านขายผ้าพันคอ50บาท อีกด้านนึงก็เป็นเด็กมหาลัยยืนถือกล่องบริจาค
เจอกันทุกวัน แต่ก็ไม่รู้จักกัน วนเวียนเดินไปเดินมากันอยู่ทุกวัน มีพี่คนนึงยืนรอรถตู้เหมือนเรา
ก็รอไปเล่นมือถือแกไป สังเกตว่าคนทุกวันนี้ไม่สามารถรออยู่เฉยๆได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง
ถ้าอยู่คนเดียว มันจะรู้สึกว่าโล่งๆยังไงไม่รู้ เป็นสภาวะที่แบบว่าทนไม่ได้ถ้าอยู่เฉยๆนาน5นาที
 
      เราเป็นพวกเลยขีดจำกัดจุดนั้นมาแล้ว แต่ก่อนสมัยมหาลัยเราจะชอบเอาไอพอดมาฟังตลอด
ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน เราจะเหงาไม่ได้ เราจะมีเพื่อส่วนตัวและโลกของเราและเพลงของเราเสมอ
จนไอพอดเจ้ง (มันไม่ถึงขั้นเจ้ง แต่ฟังได้ประมาณชั่วโมงและแบทหมด) คือแบตเสื่อมนั่นเอง
แต่ก็ถึงเวลามันแล้วแหละเพราะซื้อนานมากแล้ว หลังจากนั้นก็ฟังเพลงในมือถือ จนมีระยะนึง
ลืมมือถือ (แล้วจะทำอะไร) คือก็ไม่ทำอะไร ก็รอจริงๆ ดูอะไรแถวนั้นไปคิดอะไรไป
ทำไมต้องทำอะไรตลอดเวลา เราทำอะไรตลอดเวลาอยู่แล้วทั้งวัน แค่ช่วงที่รอนี่ไม่ทำอะไรไม่ได้เหรอ
ก็เลยรอ จาก 15นาที เป็น 30นาที 40นาที จนเป็นชั่วโมง  ภูมิต้านทานการรอของเราจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
แต่ต้องหาเหตุผลมาหลอกตัวเองหน่อย คือนั่งมอไซค์กลับไป15บามก็ได้แล้ว ทำไมจะยืนขาแข็งเพื่อ
เหตุผลคือ 15บาท ไปกลับเดือนนึงก็1,000บาท  1พันเอาไปทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง จึงงก
และกรุไม่ได้รีบ ตอนหลังนี่กะเวลาให้ใกล้กับเวลารถตู้มาเลย รออีก15นาทีเจอปั๊บไรเงี้ย
(แต่วันนี้ผิดพลาดเพราะเดินมา 2กิโลกว่าไง) เลยต้องรอรถรอบสุดท้าย
 
      การรอรถเราสามารถเขียนอะไรได้หลายเรื่อง เพราะตอนนั้นใช้ความคิดอยู่กับตัวเองมากๆ
เรื่องแรก เรื่องผ้าพันคอ (แล้วมันเกี่ยวอะไร) เราคิดเรื่องนี้เพราะ ผ้าพันคอ50บาทที่คุนรุมซื้อเยอะๆ
เราไม่เข้าใจว่าเค้าเอาไปทำอะไรตั้งมากมาย ส่วนตัวแล้วคิดว่ามันผืนเล็กและบางมากเลย
ลายก็ไม่รู้จะเอาลายไหนดี เพราะเสื้อผ้าเรานี่มีแต่เอิร์ทโทนจนถึงขั้นมืดมน มันต้องไม่เข้ากันแน่ๆ
แล้วทำไมแม่เราเค้าซื้อผ้าพันคอซาร่า ราคา1300ได้  เราว่ามันก็สวยแหละ แต่คิดนานถ้าเราซื้อเอง
ความพอใจของคนเรามันไม่เหมือนกันนี่เนอะ.. แต่คิดว่าเราควรเลือกอะไรที่เหมาะกับตัวเรา
ไม่พยายามจนมากเกินไป และไม่แต่ตัวมอซอเซอร์ขาดๆไม่สุภาพไปทำงาน
 
      รอจนพี่ที่เล่นมือถือหายไปไหนไม่รู้แล้ว มีคนมารอเป็นเพื่อนเราสองคนหน้าใหม่
สองทุ่มห้านาที  5นาทีต่อมารถตู้ก็มา  ถ้าทำได้ก็คงเอาสมุดมาขีดถูกเป้าหมายของวันไปแล้ว
เช่น ../..ไม่เสียเงินเข้าซอย นั่งรถตู้กลับ
ความเวิ่นเว้อของวันกำลังจะจบลงด้วยการถึงห้องและอาบน้ำนอนซะ
(อยากบอกว่าด้วยความเหนื่อยล้า จิตใจมันไม่สามารถควบคุมตัวเองให้กระดึ๊บไปซุกตัวในที่นอนหนานุ่ม)
////คร่อกกก.....
 
 
ตื่นมาตี3กว่าๆ ตอนนั้นนึกว่าเช้าแล้วทั้งที่นาฬิกาก็ยังไม่ปลุก
 
อย่างที่เขียนไปแล้วเอนทรีก่อนว่าจะตั้งใจอ่านหนังสือสอบใบประกอบวิชาชีพ
ก็เลยตื่นมาจำวิชากฎหมาย พวกกฎหมายอาคาร พระราชบัญญัติ ข้อบังคับ จรรยาบรรณ
นั่งทำโน๊ตไปด้วยแล้วก็เอาซีดีเก่าๆมาฟัง คิดว่ามันเพราะกว่าเพลงเดี๋ยวนี้อีก
หรือว่ามันติดหูก็ไม่รู้ แต่ไม่ได้ฟังนานมากแล้ว พอเปิดมาก็ยังร้อได้
อย่าง Maroon5 อัลบัมแรก  Blue ที่ตอนนี้หายไปไหนไม่รู้แล้ว
แล้วก็พวกเพลงประกอบการ์ตูนดิสนีย์เก่าๆ 
 
อ่านไปได้ถึง6โมงกว่า เริ่มเข้าโหมดขี้เกียจ ง่วงนอนเริ่มอยากนอน
ไปขดตัวผ้าห่ม สัก7โมงกว่าเพื่อนโทรมา เวลาคนโทรมาเวลานอน
เราจะเฟคตัวเองทำเสียงไม่ให้เหมือนว่านอนอยู่ บางทีก็ไม่รู้สติอยู่กับเนื้อกับตัวรึยัง
แต่ด้วยความเคยชิน ไม่ว่าจะใครโทรมา "สวัสดีค่า" เป็นเสียงสุภาพมาก่อนเลย
คือก็ไม่ได้ต้องการให้คิดว่าเป็นคนสุภาพเรียบร้อยอะไรหรอก แต่มือถือเรามันรีเซตบ่อย
จนเบอร์ที่เม็มหายเกลี้ยงตลอดเวลา เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใครสักที
ไม่แปลกที่จะทำเสียงสุภาพเรียบร้อยอย่างน่าขนลุก  "สวัสดีค่า" ในเวลายามเช้าแบบนี้
       พอได้ยินเสียงเป็นเพื่อนเท่านั้นแหละ ในใจก็ "ใครเสี้ยมสอนให้มรึงโทรหาคนเวลา7โมงแบบนี้เนี้ย"
สุภาพจริงๆเลยกรุเนี้ย  ตอนนี้ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเซลล์ขายของเค้ามีทักษะการพูด 
น้ำเสียง การโน้มน้าว การใช้คำพูดน่าฟังจัง แต่พอเราเริ่มได้มาประสานงานทำโน่นทำนี่
มันเริ่มเป็นไปเองอย่างไม่เข้าใจเหมือนกัน คนเราก็สามารถพัฒนากันได้ใช่ไหม?
อันนี้สามารถยืนยันได้
 
       วันนี้ไปไซต์ลูกค้าที่ศาลาแดง (จะอ้างว่าเพราะอ่านหนังสือเลยไปสายใช่มะ)
กันไว้ก่อนจะได้ดูดีไง.. จริงๆแล้วเรานั่งเล็งเขียนขอบตาให้มันเท่ากันอยู่เลยนาน
เขียนไม่เท่าสักทีเติมไปเติมมา ลบไปลบมา จนจะกลายเป็นพวกพังค์ไปแล้วเนี้ย
ผมยิ่งชี้ไปข้างๆเหมือนโนดาเมะเลย นอนทับแล้วผมมันไม่ยอมลง แก้ไขอะไรไม่ทันแ้ล้ว
เลยเอาอีกข้างมาเด้งๆให้มันสมดุล อะไรไม่รู้แล้วช้างมัน ไม่รู้ไม่สน
ช่างจากบริษัทกล้องวงจรปิดเข้ามาดูหน้างาน เราก็ขอโทษเขาที่ไปเลทนิดนึง
(ชอบพูดให้ตัวเองดูดีเรื่อยเลยกรุ) จะบอกว่าหนูเขียนขอบตาอยู่ก็จะดูเสื่อมเกินไป
ก็เอานามบัตรให้เค้าไป มีการแลกนามบ่งบามบัตร (ฟังดูดีเชียว)  (คืออย่างหลงกลอิฉัน)
แล้วเค้าก็บอกว่าออฟฟิสอยู่ตั้งงามวงศ์วานเลยเหรอ (ไกลใช่ไหมล่ะ)
กว่าจะมาศาลาแดงมันไม่ใช่เล่นเลยนะคะพี่  (แต่จริงๆแล้วหนูก็ไม่ได้ถ่อมาจากงามวงศ์วานหรอกค่ะ
มาจากจตุจักรเอง แฮะๆ  (อย่าหวังว่าเราจะไปอธิบายใดๆ)
เป็นคนที่ปล่อยให้เค้าคิดไปว่าเราออฟฟิศห่างไกลมาก
 
 
      แล้วตอนบ่ายนัดช่างหิน (แต่ช่างหินก็มาเลื่อนไปวันจันทร์)
ก่อนนี้ชั่วโมงกว่า สมมติทำเป็นไม่รู้นะ ทำไม่รู้ว่าเค้าจะเลื่อน
จินตนาการว่าเราจะไปไหนเพื่อฆ่าเวลา1ชั่วโมง และไม่เสียทรัพย์มากจนเกินไป
แถวศาลาแดงสีลมยังมีอะไรให้กินไม่แพงไหม?  ถามตัวเอง
ไม่รู้เพราะไม่เคยมาผจญภัยอะไรในนี้ สองครั้งที่มาที่นี่เจ้านายพาไปนั่งรอในร้านPeony
(อย่าหวังค่ะว่าเราจะไปนั่งจิบชากินเค็กอะไร จำไว้สิคะงานอดิเรกของเราคือการประหยัด)
จึงเป็นการเดินไปสุดซอย1 และกินข้าวเทียงเสร็จ ดูพนักงานออฟฟิส พนักงานธนาคารเสร็จ
ก็เดินกินสตรอเบอรี่โยเกิร์ตปั่น (วันนี้อนุโลมว่าเรามาสำรวจ จะดื่มน้ำเปล่าก็เปลี่ยนๆบ้าง)
      เดินไปอีกซอย เดินไปจนสีลมคอมเพล็กซ์ เจอลดกระหน่ำเซลล์ 90%
ปิดหูปิตาเดินไม่ให้เสียเงิน แรงดึงดูดมันมากมายเหลือเกิน แต่ถ้าเราคิดว่า
ไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้ มันก็ไม่เป็นไร มีของที่ไม่จำเป็นหลายอย่างที่เราเสียเงินมาไม่ได้ใช้
ต้องใช้สติให้ดีๆก่อน หลังจากไม่เสียทรัพย์และเดินกลับมาคอนโดลูกค้า
โทรหาช่างหิน เค้าก็บอกว่าวันนี้อาจจะมาไม่ได้ เพราะติดไซต์อื่นอยู่ 
ก็เลยเดินกลับมาขึ้น BTS  เดินไม่เยอะหรอก ก็แค่วันนี้ไปกลับ2รอบ แล้วก็ไปกลับสุดซอย1อีก
ความอดทนของคนเราจะพัฒนาขึ้นเมื่อเจอกับเรื่องหลายๆเรื่อง แล้วก็จะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
 
       6โมงแล้ว  เวลาเลิกงาน วันศุกร์สุดสัปดาห์
เสาร์อาทิตย์จะได้ทำอะไรที่วางแผนไว้  ไม่ได้เป็นอะไรที่สนุกสนานสักเท่าไหร่
แค่อ่านหนังสือสอบ แล้วก็ไปอบรมศิลปากร อาจจะไปโฉบๆเซ็นทรัลพระราม9ที่เปิดใหม่นิดหน่อย
(อย่าลืมคอนเซ็ปว่า ไม่ซื้อ ประหยัดๆ)


 
ผ่านมาครึ่งเดือนแต่ชีวิตร่อแร่ซะแล้วฉัน
เห็นชาวบ้านเค้าทำบัญชีก็เลยอยากทำบ้าง 
 

ส่งท้ายปี

posted on 15 Dec 2011 14:08 by mintd  in Diary
      เอนทรีนี้คงเป็นการส่งท้ายปีการเขียนบล็อคของเรา
เป็นปีที่มีอะไรมากมายก่ายกองบรรยายไม่จบไม่สิ้น
ไม่รู้จะเริ่มตั้งต้นตั้งแต่ตอนไหน เพราะตอนน้ำไม่ท่วมก็ดองบล็อค
น้ำลดแล้วก็ไม่มีกระจิตกระใจจะเขียน ต้องเริ่มนึกไปทีละเรื่องๆ
ก่อนที่จะสำลักความคิดตัวเองละกัน
 
     ปีหน้าจะครบ 2รอบของชีวิตแล้ว เป็นการเดินทางอย่างรวดเร็วเหลือเกิน
จะว่าสั่งสมประสบการณ์มาเยอะ ก็อาจจะใช่ มีอะไรหลายอย่างให้ทำ
แต่ละวันอย่างไม่ว่างเว้น แต่ก็ยังมีหลายอย่างอีกมากมายให้เรียนรู้
 
 
อาชีพที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นไงบ้าง?
 
     คำถามที่อยากจะพรั่งพรูมาเป็นแม่น้ำหลายสายท่วมทุ่ง
เอ้ย!ไม่ใช่ อะไรที่เกียวกับน้ำท่วมนี่อย่าเพิ่งเอ่ย หลังจากที่ต้องกินนอน
ทำงานที่ออฟฟิสมาสักระยะนึงจนอ้วนพี่ น้ำลดรู้สึกว่ามีอะไรที่ต้องทำเป็น
ภูเขา อินทีเรีย ขอบเขตงานมีมากมายหลายแหล่ให้ทำ แต่ก่อนคิดว่า
เป็นงานออฟฟิส สบายทำคอม อยู่ดีมีสุขสงบสุขไปวันๆ พอทราบความจริง
เฮ้ย...เวลาให้นั่งสบายตูดอยู่ออฟฟิสนี้แค่ตอนทำแบบทำพรีเซนต์ลูกค้า
 
      จากนั้นก็ทำๆแก้ๆ คุยกับลูกค้า จนแบบเสร็จแล้วยังต้องประสานงานต่ออีก
คุยโทรศัพท์จนขี้เกียจ แต่ก็บอกขี้เกียจคุยไม่ได้  นอกจากนี้งานจัดซื้อเป็นอะไร
ที่เราโคตรจะไม่ชอบเลย ผ้าม่านวัดหน้างาน ไปไซต์ ขอใบเสนอราคา คอนเฟิร์มตัวอย่างผ้า
ตามเรื่องจ่ายเงินมันจำ ตามเรื่องหิน ใบเสนอราคายังไม่มาก็ต้องโทรตามโทรจิกไป
ทั้งๆที่เราก็รวมๆพื้นที่ไปให้แล้วแต่สองอาทิตย์ก็ยังไม่มาสักที หาช่างหิน
เพราะตอนนี้ช่างน้ำท่วมต้องหาช่างหินเจ้าใหม่  เคลียร์finishedตู้ ดูว่าfittingอะไรจะใช้ได้
ตอนแรกเราก็สงสัย กรุไม่ใช่ช่างไม้นะเฟร้ยใครจะไปรู้ว่าใช้ไรไม่ใช้อะไร 
แต่เมื่อต้องการจะจบงานให้ได้ ก็ต้องทำทุกวิถีทาง

      นอกจากนี้ยังมีพวกจุกจิก จัดซื้อเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ จ๊อกแจ๊ก จุ๊บจิ๊บ
เนื่องจากลูกจ้าอยากได้โต๊ะกินข้าวขาX ตอนแรกบอกอิมเมจมา เป็นราฟ ลอเรน
ก็เปิดดูแบบมันโบราณไปไม่เข้ากับห้อง ก็เลยไปเจอของ B&B รุ่นทราโวลิ
ก็เลยต้องสั่งทำ (ของจริงคงหลายแสน) ก็อปไปก่อนนะคะ แต่ไม่เอาขาทองเหลืองแบบนั้น
สั่งทำโซฟา สั่งโน่นสั่งนี่ แล้วมีอิทีวีเจ้าปัญหา (ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทีวี) อยู่ที่คนจัดการมาก
ป้าแกคงไฮโซมาก แต่เหนื่อยมากที่จะคุยให้เข้าใจกับแก โทรก็ไม่ได้ด้วย
พอโทรไปก็โดนด่ากลับมา คืออยากให้โทรเข้าเบอร์ออฟฟิสรึ (อันนี้ไม่รู้) คือไม่เคลียร์อะไรกรุเลย
รู้แต่บอกว่าให้พี่นิกติดต่อ เออกรุเข้าใจพี่นิกเค้าเป็นคนติดต่อมาก่อน แต่ว่าเค้าไม่ได้ทำแล้วนะเออ
คือให้กรุพูดตรงๆไหม เค้าน่ะจบงานไม่ได้ กรุต้องมาประสานงานนี้ต่อ 
แล้วป้ารู้ไหม หนูไม่ได้มีแต่โปรเจคนี้โปรเจคนี้โปรเจคเดียว หนูมี4โปรเจคคอยประสานงาน
ทำแบบดีเทล ทำโน่นทำนี่หลายแหล่ การที่ป้าเรื่องมากไม่คุย คุยไม่รู้เรื่องเนี้ยหนูลำบาก
การที่พี่นิกป่วยหนูก็ลำบาก เพราะถ้าป้าอยากคุยกับพี่นิก แต่ไม่อยากคุยกับหนู หนูไม่รู้
เพราะกว่าจะเข้าไซต์ คอนโดแสนไฮโซเนี้ย หนูต้องเดินทางจากออฟฟิสไกลมาก
ไปเจอ รปภ เอาใบเข้างาน ไปเบิกกุญแจนิติ แล้วกว่าจะเข้าได้ เหนื่อยมาก แล้วsupplier
มาคนละเจ้า 2เจ้า ไม่ก็นัดไม่พร้อมกัน หนูเหนื่อย หนูต้องจบโปรเจคนี้ให้ได้ก่อนกลางเดือนมกรานะป้า
 
       แล้วไหนบ้านอีกหลังเค้าก็ชอบมาโทรถามดีเทล เคลียร์แบบ ขอความเห็น
ต้องตามราคาหินให้เค้า ต้องตาม BOQ ของงานอีก ซึ่งดูท่าก็ไม่จบไม่สิ้นไปอีกนาน
แล้วไหนสถาปนิกบ้านเค้าที่ชอบโทรมาอีก ไม่เข้าใจว่าหนูหรือเค้าเป็นสถาปนิก
แต่หนูเข้าใจว่าเค้าอยากถามความเห็นอินทีเรีย แต่บางเรื่องก็มากเกินไปไหม
gutter ตรงระเบียงปกติหนูก็ไม่เคยจะเขียน ต้องมานั่งเขียนให้ ก็อกน้ำระเบียงไรงี้
คือไม่ใส่ไว้เลย แล้วพอเจ้าของเค้าถาม คือ กรุต้องทำให้ใช่ไหมเนี้ย คือมันจะเยอะไปป่าว
ไม่ให้เรนเดอร์อาคารไปเลยล่ะ คงจะทำแล้วละตอนนั้นให้มาคิดสีให้ มาให้นึกว่าKenzai
สีอะไีร ราวระเบียงก็ต้องมาให้คิดให้ หน้าต่างไรอีก โอ๊ยคือ กว่าจะจบแบบได้เลือดตาแทบกระเดน
กว่าจะตำแหน่งแอร์ได้ reviseไป8รอบ แล้วยังต้องดูเรื่องไฟ แก้ไปแก้มา ดีไม่ต้องทำเรื่องกล้องวงจรปิดอีก
 
        ถ้าป้าไฮไซขายทีวียังไม่เข้าใจอีก หนูจะส่งกระแสจิตไป
เพราะตอนนี้หนูเครียดมากเลยป้า ยังมีอีก2โปรเจคที่หนูยังไม่เล่า
บ้านคุณต๋อมที่ต้องตาม BOQ ผู้รับเหมา คือหนูไม่ได้เขียนแบบโครงการนี้
แต่หนู้องเข้าใจแบบให้ได้เพราะเค้าโทรมาถาม ตอนแรกตอบไม่ถูกเลย
ไซต์ก็ไม่เคยไป ตีฟก็ไม่มี นั่งดูตั่งนมนาน และต้องเขียนดีเทลเพิ่มไปให้เค้าอีก
บ้านคุณต๋อมยังไม่เท่าไหร่
 
       ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าของคุณเต้าหู้(นามสมมติ) อยากรู้เรื่องอีตาคนนี้ต้องไปตามเอนทรีเก่าๆ
คือ Revise แบบตีฟมา2รอบแล้ว  คือตีฟครั้งแรกสวยงามโชว์รูมแนว lamptitude แกไม่เอา
แกเอา hardsale (เกลียดคำนี้จริงๆเลย) มันทำให้กรุหมดกระจิตกกระใจไปมากมาย
มาแบบที่2 ก็ทำไป แล้วก็ revise อีก คือเข้าใจหน่อยกว่าจะลงดีเทลว่าขายอะไรบ้าง
จะเอา็hardsale แค่ไหน ทำไมต้องรอให้แก้2รอบ แก้ไปแก้มาจนปีกว่าแล้วนะเฮ้ย
รู้ว่าไม่รีบ แต่ตอนนี้จะรีบสร้างก็มารีบ เปลืองค่าไฟที่เรนเดอร์นะรู้ไหม กว่าจะเขียนแบบ
กว่าจะพลอท ทิ้งๆขว้างๆทำลายทรัพยากรธรรมชาตินะรู้ไหม
พูดแล้วโมโห  ยังเขียนไม่เสร็จก็โทรมาอีกแล้วแหนะ
 
       วันที่อารมณ์ไม่ดีก็จะหงุดหงิดๆ อะไรมากมาย
แต่พอปลงก็จะ อืม ทำไปทำไป จนกว่าเราจะสิ้นใจ
ไม่มีอะไรเป็นได้ดั่งใจ เราก็มีเรื่องปวดหัวของเรา เค้าก็มีเรื่องปวดหัวของเค้า
(ก็ยังแอบวีนๆในใจ)
 
 
อยากวีนอะไรก่อนปีใหม่?
 
     เพื่อนบ้านชอบปิดประตูเสียงดังปั้ง! คือรู้ว่าเป็นคนหนักแน่น
แต่ไม่ต้องทำเสียงดังได้มั้ย  คือถ้ามันดังในระดับที่รับได้ก็คงรับได้ไปแล้ว
แต่นี่มันเหมือนคนที่โมโหๆ แล้วปิด ประตู  ต้องได้ยินเจ้นี้ทุกเช้าเย็น
ถ้าเจออีกต้องมีการมองค้อน แต่กลัวเจ้เค้าเหมือนกันเพราะตัวใหญ่มาก
สามารถทับเราแบนได้สบายๆ ไม่ต้องกลัวเราจะใช้ไขมันที่มีอยู่ยืดหยุ่นและรอดมาได้(เหรอ)
 
 
นิสัยส่วนตัวเปลี่ยนแปลงบ้างไหม?
 
      จริงๆคิดว่าซกมกเหมือนเดิม มีพัฒนาความสะอาดขึ้นบ้างอย่างซักผ้าอาทิตย์ละ2ครั้ง
แล้วก็ประหยัดขึ้น เพราะแกลบกินเนื่องจากเป็นหนี้ผ่อนคอนโด  ต้องทำกับข้าวกินเองเพื่อความประหยัด
และงดอบายมุขเสียตังทุกชนิด นานๆทีซื้อเสื้อผ้า นานๆทีซื้ออะไรที่แพงๆ 
ขนมยังมากินของออฟฟิสเลย (รู้สึกอุบาทว์ตัวเองมาก)
แต่เนื่องจากความประหยัด ตอนนี้คิดว่าเป็นเกมนึงที่ถ้าทำวิธีไหนไม่เสียตังก็ทำ
อย่างรอรถตู้ของคอนโดกลับฟรี ถึงจะรอนาน (แต่เนื่องจากไม่เสียเงินก็เลยรอ)
ไปใช้ส่วนกลางเยอะๆ เราจะได้ไม่ต้องเสียค่าน้ำค่าไฟเยอะ และไม่เปลืองอาหาร
เนื่องจากเราหมดแรงไปกับการออกกำลังกายและซาวน่า แต่ช่วงนี้เริ่มจะทรมาณ
อากาศหนาว จะถ่อสังขารไปว่ายน้ำ คิดแล้วคิดอีก คิดนานมาก
 
 
ตั้งปณิธานปีหน้าทำอะไร?
 
       ตั้งมาทุกปีสำเร็จบ้าง ทำได้บ้าง แต่ก็ยังทำต่อไป 
1. ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือสอบใบประกอบวิชาชีพให้ผ่าน (ต้องพยายามมากๆ)
2. เริ่มอ่านหนังสือสอบ ไอเอล ให้ผ่าน7 (ยากลำบากเหลือเกินแต่ต้องทำ)
3. อ่านหนังสือให้มากขึ้น
4. ประหยัดอดออม เก็บเงิน ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย
5. เตรียมเรียนต่อ(สักที)
6. เป็นมืออาชีพในอาชีพตัวเอง (และบ่นน้อยลงไม่เฟลกับอะไรหลายอย่าง)
 
 
นึกไม่ออกและกว่าจะเขียนจบเจ้านายเดินผ่านมาสามรอบ
ลูกค้าโทรมา โทรศัพท์ติดต่อกับช่าง
ปวดท้องด้วย
 
ต้อนรับปีมะโรงละกัน  
 
 

 

so sick

posted on 17 Oct 2011 13:51 by mintd  in Diary
เวลาเกือบจะบ่าย2
นั่งง๊อบแง๊บอยู่ที่ทำงานเพียงคนเดียว
อาการไม่ค่อยดีวิงเวียนเหมือนจะอาเจียน
รู้สึกเพี้ยนๆก็เลยมาเขียนอะไรให้หายเอียน
 
 
น้ำท่วม ไม่ท่วมยังไง
อินทีเรียก็ยังต้องทำงานเหมือนเดิม
แม้ว่าจะเลื่อนสอบใบประกอบวิชาชีพออกไป
เลื่อนกำหนดการหลายๆอย่างไป
แต่กำหนดการทำงานก็ยังเหมือนเดิม
วิศวกร ผู้รับเหมาก็ยังรอแบบเราเหมือนเดิม
ใครจะลาออกไป เราก็ยังต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
 
คล้ายๆว่าเราทำงานเป็นเครื่องจักร
สีสันในชีวิตไม่ค่อยจะมี กลายเป็นเรื่องธรรมดา
เวลาปกติทำงาน เวลาว่างเท่าที่มีทำงานนอก
เรนเดอร์ไปตามที่ลูกค้าต้องการ แม้บางอย่างก็ขัดใจเราเหมือนกัน
แต่ก็พยายามหยวนๆไป พยายามใส่ความสวยงามเท่าที่จะเป็นไปได้
เลือกสิ่งที่เหมาะกับงานชิ้นนั้นๆ จะว่าไปอะไรเหมาะน่าจะดีกว่า
อะไรสวยนั้นมันเยอะมากจนต้องแก้แบบนับครั้งไม่ถ้วน
แต่ถ้าเลือกอะไรที่เหมาะ มันน่าจะจบง่ายกว่า
 
 
เหมือนจะเพ้อๆเพราะมีไข้
งานมาเยอะแค่ไหนรู้สึกไม่ค่อยจะหวั่นเกรงอีกต่อไป
เหมือนจะหนังเหนียวขึ้นมากว่าเดิม
ใครด่าว่าอะไรไม่หวั่นเกรง
ได้แต่ยอมรับ และปรับปรุงมันให้ดีขึ้น
แต่ถ้าอะไรดีแล้วก็พยายามจะชี้แจงอย่างเต็มที่
 
 
มีอะไรจี๊ดๆนิดหน่อยเวลาไปพบลูกค้า
การทำperspectiveนั้น จะว่าง่ายเราก็ไม่คิดว่าง่าย
ถ้าคนนั้นเป็นบุคคลธรรมดาสามัญ ไม่งั้นจะมีอาชีพเราไว้ทำอะไรกันเล่า
ถ้าบอกว่าแค่ไปทำในคอม แป๊บๆ เปลี่ยนสีปุ๊บ ไรงี้แปปเดียวเสร็จ
มีเคืองค่ะ ... มีเคือง
อย่าไปพูดกับใครที่ไหนเชียว ทำตีฟแปปๆได้
ไม่ใช่โปรแกรมสำเร็จรูปนะเออ
เราเหนื่อยใจมากๆเลย ไม่รู้ทำไมขาดคนเข้าใจเราเหลือเกิน
ไม่เข้าใจไม่เป็นไร ไม่เข้าใจเราก็จะพยายามทำความเข้าใจละกัน
ตอนนี้หัวหนักอึ้งเลย
 
 
ต้องทำอะไรที่เรียกว่าแป๊บๆได้
เปอร์สเปคตีฟ
งานที่ไม่ได้ตรงกับใจ แต่เอาตังไว้ใช้
เพราะมันเป็นงานนอกนะเออ
 
ว่าจะไปเล่นxboxคนเดียวเพราะในออฟฟิไม่มีใครเลย
เจ้านายไม่อยู่เสร็จหมู อิอิ

breakfast

posted on 07 Oct 2011 05:54 by mintd  in cooking
 
ถ่ายไว้เล่นๆว่าอาทิตย์นี้ทำอะไรกินบ้าง
ตอนเช้าเราจะกินเยอะสุดแล้วมั้ง
เพราะว่าต้องทำงาน
ตอนเที่ยงกินแป๊บเดียวเพราะรีบทำงาน
ตอนเย็นกลับมารีบว่ายน้ำ เหนื่อย
ทำไรกินไม่ไหวก็ได้แต่ต้มซุปไรไปหาของเหลือๆใยตู้เย็นมาทำ
ตอนเช้ากินข้าว ซักผ้า อาบน้ำ มีเวลาเยอะหน่อย
เลยสรรหาทำไรกินได้ หนเาตาอาจไม่คุ้นเคยว่าเหมือนชาวบ้านเค้าทำ
แต่รับรองว่ากินได้จริงๆนะจ้ะ
 
 
 
สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือใส่เบคอนทอด
 
ทอดเกรียมไปหน่อย และไม่รู้ทำไมรสชาติมันเปรี้ยวไปหน่อย
แต่โดยรวมก็โอเคกินได้
 
 
เฟรนส์โทสต์ และเบคอน
 
ไหม้เกรียมจนกรอบแอีกแล้ว แต่เพื่อนมันบอกว่ากินได้ (ไม่ได้ชมว่าอร่อยอะนะ)
 
 
 
 
มาม่าใส่ผัก
 
อะพเกรดให้ดูมีสารอาหารมานิดนึง ใส่แครอท หอมใหญ่ มันผรั่ง
 
 
 
ขนมปังหน้าผักและแฮม
 
ตั้งชื่อไม่ถูก คือเอาผักมาผัดๆซอสมาเชือ แล้วใส่แฮม จากนั้นก็จับยัดลงในพิมพ์ข้าวปั้น
แต่หน้าตามันเยินๆหน่อยไม่รู้เพราะอะไร
 
 
 
 
อันนี้เป็นเมนูของเช้านี้ 
 
ไข่เจียวขนมปังแฮม
 
 
เอาขนมปังวางไว้แล้วเอาไข่เจียวที่ใส่ผักราด ขนมปังที่เหลือๆก็เอาไปปิ้งๆหน่อย
ใส่แฮม ราดซอส เป็นอันเสร็จสรรพ 
 
 
รีบมาอัพก่อนไปทำงาน *-*
 

everyday

posted on 04 Oct 2011 09:31 by mintd  in Diary
   พยายามจะอัพบลอคให้ได้บ่อยขึ้น
เพราะว่าการเขียนก็เป็นการทบทวนความคิดอย่างหนึ่ง
มันทำให้เราได้ทบทวนอะไรที่ลืมนึกไป
หรือว่าสิ่งที่ต้องทำแต่ยังไม่ได้ทำสักที
 
 
   เรามักจะปลุกนาฬิกาปลุก 6.00น.
แต่ตื่นเอาเข้าจริงๆก็ 7.00น.แล้ว
ถ้าอยู่ห้องเดิมก็อาจจะเวลาเหลือๆ
แต่พอมาอยู่ที่ใหม่ มันเริ่มกระชั้นชิดเวลาทำงานเข้ามาแล้ว
 
 
   หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ
ก็รอแม่ทำกับข้าว (3วันที่ผ่านมานี้)
แต่รู้สึกว่าหลังจากแม่กลับบ้านไปแล้วคงต้องทำกินเอง
การกินข้าวเช้าเราว่ามันทำให้เรามีแรง แล้วก็กระตือรือร้น
อยากจะทำโน่นทำนี่ เนื่องจากเราไม่ค่อยได้กินข้าวเช้า
ก็เลยรู้สึกขี้เกียจๆ เหนื่อยๆ 
 
 
   8.00-8.30น. ได้เวลาออกมาทำงาน
ไม่รู้ช่วงนั้นเป็นเวลาชุมนุม รปภ หน้าคอนโดหรือไง
แต่ประมาณ 6คนจะเรียงแถวอยู่
เราด้วยความที่รีบๆก็วิ่งๆออกมา พี่รปภก็จะเคารพตามหน้าที่เค้า
เราได้แต่พยักหัวแล้วเดินจ้ำออกมา
หาพี่วินมอไซฝั่งตรงข้าม
 

นั่งวินมอไซแว้นมา ด้วยความที่เราไม่ค่อยได้นั่งมอไซรับจ้างนานแล้ว
ก็เลยไม่ค่อยเคยชินในความแว้นของพี่แก
เดี๋ยวนี้มอไซรับจ้างแพงมาก
แพงกว่าค่ารถตู้อีก นับไปนับมาเราเสียค่ารถไปกลับ
วันละตั้ง 70 บาทอีก
 
 
   9.00น. ถึงที่ทำงาน
ไปเข้าห้องน้ำ เพราะกินข้าวเช้ามาทีไรจะขับถ่ายดีชะมัด
แต่ด้วยความที่เป็นตอนเช้า แม่บ้านมาทำความสะอาด
ห้องน้ำจะมีกลิ่นน้ำยาทำความสะอาด
และกลิ่นสเปรย์ส้มรุนแรงมาก (ย้ำว่ารุนแรงมากเกินไป)
เข้าไปทีไรแล้วเราจะสำลักทุกที
เยอะแค่นั้นไม่พอ พอเราเดินออกมาเจ๊อะแม่บ้านพอดี
พี่แกกำลังถือเสปรย์มาฉีด
   โธ่...พี่ค่ะ หนูรู้ว่า หนูเข้าห้องน้ำมามันเหม็น
แต่พี่ไม่ต้องดักฉีดขนาดนั้นก็ได้ค่ะ
เป็นกิจวัตรประจำทุกวันที่เราต้องดมเสปรย์กลิ่นส้ม
 
 
   เปิดออฟฟิส นั่งหงอยๆ ไม่มีใครมาเลย
ต้องรอสักเกือบ10โมงถึงจะมีคนมาครบ
เราก็แกร่วfacebook เช็คเมลล์ โหลดเพลง
อ่านบลอคไป
 
 
   สักพักรู้สึกว่าไร้สาระมากไปแล้ว ก็เขียนแบบ
เคลียร์แบบ เรนเดอร์เปอร์สเปคตีพซ่อมให้ลูกค้า
เซลล์โทรมาบ้าง  โทรหาเซลล์บ้าง
ให้แมสเซนเจอร์ไปเอาของบ้าง ส่งแฟกซ์ ส่งเมลล์บ้าง
ประชุมบ้าง
 
 
    บางทีก็ไปไซต์  ถ้าไปไซต์มันจะเป็นอารมณ์ประมาณว่า
นั่งรอแกร่ว รอช่าง รอโน่นนี่ เขียนไดอารี่บ่นบูดเบี้ยวมั่ง
พอช่างมาก็ดูช่างทำงาน ถามโน่นถามนี่
ติดต่อคนโน้นคนนี้ โทรรายงานเจ้านาย ถ่ายรูปไซต์
กลับมาเขียนเมล์สรุปเจ้านาย
 
 
   ถ้าไปประชุมกับลูกค้า
สัปดาห์นั้นก็จะแกร่วเขียนแคด 
ตาทะลุจอคอม พลอทแบบ เตรียมงานที่จะเอาไปให้เค้าดู
 
 
    แต่ส่วนใหญ่จะไม่ตายตัวเพราะ
เราไม่ได้นั่งทำแค่โปรเจคเดียว
บางทีก็มีงานโน้นงานนี้มาแทรก 
มีงานคนโ้น้นมาให้ช่วย
 
 
   จะว่าไปเราว่ามันก็ค่อนข้างเยอะนะ
แต่สงสัยเคยชินแล้ว
ทำไปทำมามันก็สนุกดี
ถ้าไม่ติดว่าเงินเดือนน้อย
แล้วก็งานเยอะมาก
มันก็จะเจ๋งไปเลย
แต่ว่าคงไม่มีงานไหนสบายๆหรอกมั้ง
 
 
   19.00น. กลับถึงบ้าน
เหนื่อย หิว เมื่อย ง่วง
แต่ไม่ได้ เราต้องลดพุง
เพราะนั่งหน้าคอมทั้งวัน 
ไม่ได้ใช้แรงงานไรเลย
ต้องไปออกกำลังกาย
ไปว่ายน้ำ ไปวิ่ง
 
 
เหนื่อยกว่าเดิม  เดินจะไม่ไหวละ
กลับมาหิว แต่กินได้นิดเดียว
อาบน้ำ นอน
ยังไม่ได้อ่านหนังสือที่ซื้อมาเลย
ทิ้งกองอยู่ในกองหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน
 
 
   กระดิ๊บๆตัวไปนอน
หลับไป ......zzzzzzz
 
 
สักพัก เดาๆเอาอาจจะตี1 หรือก่อนนั้น
รู้สึกตัวยังไม่ได้แปรงฟัน
เดินงัวเงียมาแปรงฟัน
ดื่มน้ำ  เอาผ้าที่ซักไว้แล้วยังไม่ได้ตากไปตาก
ลมกลางคืนก็แรงเหมือนกันแหะ
 
 
   6.00น.
นาฬิกา ปลุกตอนเช้า
ขอต้อนรับสู่วันใหม่
 
 
ไปๆมาๆแปปเดียว10โมงแล้ว