New loop

posted on 12 May 2012 11:33 by mintd  in Diary  directory Diary
        ไม่ได้เขียนบันทึกมานานมากตั้งแต่ย้ายที่ทำงาน ซึ่งตอนแรกกะจะเรียนต่อ
ไปๆมาๆก็มีอันต้องเลื่อนไปปีหน้า การทำงานก็ไม่เลวร้ายนักหรอก ก็เหมือนกับมีloop
วงเวียนชีวิตอันใหม่ มีใครเคยบอกว่าเป็นอินทีเรียก็ดีกว่าไปเป็นคนขายลูกชิ้นปิ้ง
ไม่แน่หรอกนะ เพราะการขายลูกชิ้นปิ้งน่าจะได้ตังเยอะกว่าก็ได้ แล้วก็ชิวกว่าอีกต่างหาก
ไม่ต้องมารีบปั่นงานส่งลูกค้า หรือพยายามคิดสร้างสรรค์ เค้นความคิดอยู่ตลอดเวลา
คิดไม่ออกก็ไม่ได้ แล้วบางทีก็ขาดคนเข้าใจในอาชีพเรา น้อยเนื้อต่ำใจน้ำตาตกในกระซิกๆเชียว
 
 
 
 
 
1
 
 
     ยาคูลท์ ขวดละ8บาทนะเออ แต่ก็ไม่แพงเท่าไหร่หรอกเมื่อเทียบกับของกินอย่างอื่น 
เข้ามินิมาร์ทซึ้อขนมทีต้องมีตังสัก 50บ. เพราะมี 20 อาจจะกินได้แค่น้ำอัดลมกะขนมอันละ 5บ. จิ๋วๆ
แล้วนิสัยโรคจิตเล็กๆของเราก็คือ ชอบกินนมเปรี้ยวขวดเล็กๆ(แต่เยอะๆ) คือกินเยอะแต่ไม่ซื้อขวดใหญ่
เป็นการหลอกตัวเองว่านี่กรุกินน้อยนะ (แต่กินทีละ5ขวด) หมดไป40บ. สู้ซื้อขวดใหญ่ดีกว่ามะ
แต่ยาคูลท์(มันไม่มีขวดใหญ่นี่หว่า)
 
 
 
 
 
 

2.
 
    เมนูกบเคโรโระชวนชิมวันนี้ขอเสนอ ข้าวผัดอะไรก็ได้ (มันเป็นการเสียวงดวง) ถ้าตู้เย็นเหลืออะไรก็กินอันนั้น
สาเหตุของการกินแกลบสองสามเดือนนี้ก็คือ เดือนแรก ออกจากงาน เลยต้องขอตังแม่  เดือนที่สอง มือถือพัง
ต้องซื้อใหม่(เจือกซื้อแพงอีก) เดือนที่สาม ซื้อจักรยานและคอมก็พัง ต้องเอาไปซ่อมอีก ดังนั้นอย่าหวังว่าจะได้
กินอะไรเลิศหรูอลังการ  ก็ดีเหมือนกันนะทำให้เราไม่ได้สนใจอยากกินอะไรแพงๆ และทำให้รู้ว่า ไม่ได้กินชูว์ครีม
ไม่ได้กินเค็ก ไม่ได้กินอาหารญี่ปุ่น ก็ไม่เป็นอะไร มันขึ้นอยู่ที่จิตใจมากกว่า แต่ก่อนก็ไม่มีอะไรพวกนี้ก็ยังอยู่กันได้
 
 
 
 
 
3
 
    นี่คือสาเหตุของการกินแกลบ เจ้าจักรยานพับอันนี้ คือหน้าตาก็ไม่น่าจะแพง แถมเป็นมือสอง แต่ทำไมมันแพงฟระ
กัดฟันซื้อด้วยความอยากได้ ไม่ต้องเสียเงินค่าเดินทางไปทำงาน แต่ต้องเผื่อเวลาไว้สักหน่อย เพราะไงๆจะให้ไวปรู๊ดปร๊าด
แบบรถยนต์ มอไซค์ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แถมการขี่แต่ละวันค่อนข้างฝ่าอันตรายหน่อย เพราะนอกจากถนนจะแย่
หมาจะดุ รถก็ไม่ปราณีเราเลยให้ตายสิ  แต่ก็มีข้อดีบ้างแหละ เช่นมีอะไรทำในวันหยุด ไปปั่นเล่นในสวนรถไฟ
(จนผ้าเบรคหลุดไปอันนึงเลยทีเเดียว) แล้วก็ปั่นไปทำงานได้ เพราะไม่ไกลมาก ประหยัดไปวันละ80บ.
เอาไปซื้อการ์ตูนอ่านได้หลายเล่ม แต่ช่วงแรกกินแกลบ แดรกลมไปก่อน เพราะจักรยานแพง

 
 
 
 
 
4
   
    อย่างน้อยโลกนี้ก็ยังมีอะไรที่ได้ฟรีมาบ้างละน้อ (แต่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่) พอใช้ถูไถ แก้เซ็งไปได้บ้าง
ได้เลนส์ซูมมาอันนึง แต่โฟกัสยากมาก และต้องมีขาตั้งกล้อง เพราะ(โฟกัสยากจริงๆ อย่างที่บอกไปแล้ว)
แต่ก็สนุกดี ถ้าเอาไปถ่ายไรจุ๊กจิ๊กไร้สาระ  ใจจริงอยากได้กลนส์ไวลด์มากกว่า แต่ได้มาฟรีก็คงจะเลือกอะไรไม่ได้สินะ
 
 
 
 
 
5
 
        งานสถาปนิก มาถึงอีกแล้ว ไปมาอีกแล้ว ก็ไปมาทุกปีไม่รู้จะเล่าอะไรแระ มีบูทอลังๆหลายอันเหมือนกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
5
 
 
 
 
 
      ส่วนเรื่องงาน ตอนนี้ถึงตำแหน่งจะ Interior Designer แต่ในทางปฎิบัติแล้วจะกลายเป็น
3D Visualizer ซะมากกว่า สิงอยู่ในออฟฟิสหน้าคอมตลอดอาทิตย์เลย (ซึ่งจริงๆก็ชอบนะ)
แล้วจะบ่นอะไรวะเนี้ย คือ บ่นหน่อยเหอะ อยากจะบ่นอะ เพราะพี่ที่ทำ3D เค้าลาออกไปเปิดโรงแรม
เราเลยต้องกลายเป็น 3Dซะงั้น ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนเลยนะเนี้ย
      เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ก็คงทำ 3d เป็นกันหมดแล้วแหละ เดี๋ยวนี้หาคนเขียนมือยากมาก
เพราะถึงพี่ดีไซน์เนอร์จะสเก็ตช์เปอร์สเปคตีฟมือเมพก็ตาม แต่ว่าลูกค้าบางคนก็ดูไม่ออก
เข้าใจอะไรยากซะเหลือเกิน ต้องแมททีเรียลเป๊ะ แสง เงา พร๊อพ เฟอร์นิเจอร์ ลายไม้อะไรนี่ต้องเหมือน
ทำแล้วต้องออกมาแบบในรูปเป๊ะๆ ก่อนจะลูกค้านี่ก็โดนพี่ซีเนียร์เคี่ยวแล้วเคี่ยวอีก
แต่ถือว่าเป็นความโชคดีของเรา เพราะทำให้เราได้เรียนรู้งานมากขึ้นในช่วงเวลาอันยุ่งยากลำบากนี้

     แต่ก็ต้องขอบอกว่าไม่ง่ายสักเท่าไหร่เลยนะ เพราะต้องอาศัยเซนส์ในความเข้าใจ
จินตนาการ องค์ประกอบหลายๆอย่าง เพราะมันคล้ายๆกับการวาดภาพในคอม แต่มันไม่ใช่การวาด
มันเป็นการปั้นโมเดลแล้วใส่วัสดุ ใส่แสง แล้วเรนเดอร์ออกมา กับคอมแรงๆสักเครื่อง
สุดท้ายแล้วการฝึกฝนก็จะทำให้เราเก่งขึ้นเองนั่นแหละ สปีดที่ถือว่าพอรับได้ก็คือ
เรนเดอร์ให้ได้วันละรูป  

     พี่ออฟรุ่นพี่เราที่เป็นซีเนียร์ดีไซน์เนอร์ ต้องขอบคุณแกมากๆที่คอยแนะนำอะไรหลายๆอย่าง
ถึงพี่ออฟจะบ่นว่าเบื่อสไตล์วินเทจชิค (งานที่ได้รับมาแต่ละงาน) แต่แกสเก็ตช์มาสวยมาก
คือถึงจะแค่เป็นลายเส้นแต่ภาพในหัวที่เราคิดได้ กับวัสดุที่แกสเปคมา เฟอร์นิเจอร์ พร๊อพ อะไรต่างๆนาๆ
มันเข้ากันมาก ถึงเราไม่ได้ดีไซน์เองเป็นแค่คนทำเปอร์สเปคตีฟยังตื่นเต้นเลย คือภาพที่คิดได้ว่ามันต้อง
ออกมาสวยมากๆเลย แล้วก็ทำให้ได้แบบนั้น พอทำไปก็เรียกพี่แกมาดู แล้วก็ปรับแก้ตามอะไรก็ตามที่แกอยากได้
ตำแหน่งการจัดองค์ประกอบกรอบรูป รูปภาพอะไรพวกนี้ แบบรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมันก็สำคัญ
แล้วพอดีเราเป็นพวกจุกจิก ชอบทำอะไรเล็กๆน้อยๆด้วยก็เลยชอบ ทำๆแก้ๆก็ยังรู้สึกว่าสนุก
อะไรที่ได้มายากๆรู้สึกภูมิใจ แต่ก็ยังชอบบ่น(เหมือนเดิม)

     เรนเดอร์เสร็จ พี่ออฟก็จะเอาไปแต่งรูปในโฟโต้ช็อปต่อ เพราะบางทีแกยังนึกสีหมอนไม่ออก
ก็ค่อยใส่ทีหลัง ไม่ก็โคมไฟที่เราหาโมเดลไม่ได้ บางทีรีบๆก็โฟโต้ช็อบเอา แล้วชอบที่พี่แกแต่งภาพ
ตามอารมณ์สไตล์บ้านแบบนั้น บางทีก็ทำให้ซีดๆเหมือนวินเทจ  ทำไม้ให้เก่าๆดิบๆเข้าไปอีก
ที่พูดนี่คือชื่นชมนะ เป็นคนที่ละเอียดมากๆ จนเราละอายที่จะทำอะไรหยาบๆไปเลย
บางทีก็ทำอะไรขี้เกียจๆออกไป อะไรเห่ยๆออกไป แต่พอเห็นคนอื่นเค้าจริงจังกับการทำงาน
ทำงานแบบตั้งใจ ไม่ทำส่งๆไปงั้นๆ ทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุด มันทำให้เราก็อยากจะทำแบบนั้นไปด้วย
 
     นอกจากทำ 3Dเก่งแล้ว ยังมีหลายอย่างที่เราทำไม่ได้
คือคนเราก็ต้องอาศัยการฝึกฝนตั้งใจ ตอนนี้นอกจากกลายเป็นมือตีฟจำเป็น
อย่างไม่ตั้งใจ (เพราะไม่มีใครในออฟฟิสทำ) ก็เลยพยายามทำให้ดีที่สุด
เราก็แค่สงสัยว่าก็มีหลายคนมาสมัครเก่งๆหลายคน ทำไมเค้าไม่รับสักที
เรื่องราศีปีเกิดนี่ก็เกี่ยวด้วย (เรามาแอบรู้ตอนเข้าบริษัทมาแล้ว) คือ มีเรื่องดงดวงไรด้วยเหรอเนี้ย
แต่รับเด็กเก่ง3D ก็จะค่าตัวถูกกว่าผู้ใหญ่ที่เก่ง 3D แต่พวกโฟร์แมนต้องแก่หน่อย
 
    จะว่าไปแล้วเราคิดว่า ไม่ว่าจะอินทีเรีย หรือ 3D Visualizer ก็หางานไม่ยากหรอก
แต่มันก็ขึ้นอยู่กับฝีมือมากกว่า เพราะถ้างานเราดี และนิสัย บุคลิกโอเค บวกเกียรตินิยมนิดหน่อย
ก็ฟังดูดีแล้วมั้ง (แต่ไอ้เกียรตินิยม เราคิดว่าก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราเท่าไหร่) เพียงแต่มันฟังดูดีกว่า
ไม่มีอะไรเลยมากกว่า เงินเดือนก็พอรับได้ ไม่เยอะมาก ถ้าอยากรวยแนะนำอาชีพอื่นดีกว่่า
(อันนี้ซีเนียร์ดีไซน์เนอร์แนะนำมาอีกที) เพราะนอกจากใจรัก กลับบ้านดึก พักผ่อนน้อย
ก็ได้ความภูมิใจหน่อยๆ แต่ก็นั้นแหละคนเรามีความสุขกับอะไรไม่เหมือนกัน
มีความสุขแต่ได้ตังน้อย ก็ยังดีกว่าทำอะไรที่ไม่ชอบ แล้วได้ตังน้อย (นี่เปรียบเทียบกับอะไรที่แย่กว่าใช่มะ)
 
      สรุปแล้ว ไม่ว่า loopชีวิตจะวนไปยังไง แต่ถ้าทำแล้วมีความสุข พอใจ 
พอมี พอกิน พอแกลบ นิดๆหน่อยๆก็โอเค  อิ่มบ้าง อดบ้าง ไดเอทบ้าง ไม่แย่สักเท่าไหร่
ฟัง Dapapepe แล้วก็ดีเหมือนกัน แต่ก่อนเคยคิดยากได้โน่นนี่สารพัด แล่วก็เซ็งๆ
แต่กว่าจะได้อะไรมาก็ต้องแลกด้วยอะไรหลายอย่าง ที่ต้องรับผิดชอบ แต่คนเราก็ทำได้เองแหละ
เมื่อถึงเวลานั้นน่ะ เพราะคนเราจะรู้ว่าอะไรที่สำคัญต้องทำ ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้สิ่งที่อยากจะได้


 
 
 
 
 

สมบัติ1

posted on 05 Mar 2012 20:45 by mintd  in Diary
   
........................................................................................................................................................
 
 
    ก่อนจะกลับบ้านได้โอกาสทำความสะอาดคอนโด ก็เลยไดเรื้อโน่นรื้อนี่มาเก็บให้เข้าที่เข้าทาง
ของส่วนใหญ่ก็ขนมาจากมหาลัย ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่ข้าวของจะเป็นพวกหนังสือกับเครื่องเขียน
ซะมากกว่า มันเป็นสมบัติทางใจอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีราคาอะไรแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราว และความรู้สึก(เพี้ยนๆ)
 
พวกสมุดสีดำเล่มใหญ่ๆจะเป็นสมุดสเก็ตช์ นอกนั้นเป็นไดอารี่ 
 
 
 
 สามกองนี้เป็นข้าวของที่สะสมมาจากออฟฟิส กระดาษสเก็ตช์ หนังสือ ข้อมูล ของ อะไรรกๆมากมาย
คนเรานี่ยิ่งแก่ยิ่งเหมือนแบกอะไรเพิ่มขึ้นทุกวันๆยังไงไม่รู้ ถ้าเกิดว่าไฟไหม้หรือว่าเกิดอะไรขึ้น
สิ่งที่เราจะขนไปด้วยคืออะไร จริงๆเราก็ไม่รู้นะ เอาไว้ว่างๆจะคิด แต่เกิดอะไรขึ้นเราคงไม่ขนอะไรหรอก
เอาชีวิตรอดไปก่อน แต่บันทึกอาจจะเอาไป ก็เสียดายมันอยู่
 
 
 
อันนี้เป็นบันทึกของปีที่แล้ว
อ่านกี่รอบก็คิดว่าเป็นปีที่เพี้ยน โก๊ะ หลุดโลกมากๆ 
อาจจะเพราะว่าพัฒนาการเขียนระบายความโกรธใส่มันไปเยอะ
เวลาที่ความคิดแล้นๆ เราสามารถเขียนได้7หน้ารวดโดยไม่พักเลย
ก็ค่อนข้างจะบ้าบอเอามากๆ แต่ช่วงนี้ไม่เก็บกดขนาดนั้น
เขียนบ้าง เขียนเรื่อยๆ 2หน้า 3หน้า
 
 
 
ประหนึ่งคู่มือการไปไซต์
นินทาช่าง บ่นเจ้าของ บ่นชีวิต เครื่องมือ ใครทำงานอะไรยังไง
เขียนมันหมด แต่ก็คร่าวๆนะ จะให้เขียนเยอะมันจะหาว่าเรา
เขียนยุกยิกอะไรตลออดเวลา โฟร์แมนเป็นอาชีพนึงที่คิดว่าเรา
อาจจะไม่ค่อยเหมาะ เพราะเหนื่อยและลุยมาก
 
 
 
 
เราสามารถเขียนแบบนี้ได้7-8หน้า ถ้าเก็บกดอารมณ์เสียมากๆ
แต่ตอนนี้อาจจะทำไม่ได้แล้วเพราะว่าต้องอาศัย crisis ไม่ก็พลังชีวิตมากๆหน่อย
ความขี้เกียจมันมีเยอะเหลือเกิน
 
 
 
29/10/47
บันทึกส่วนใหญไม่ได้เริ่มเขียนช่วงต้นปี
เพราะว่า เราเป็นคนที่คาดเดาตัวเองให้เขียนบันทึกจบท้ายปีไม่ได้สักที
เขียนเล่มใหม่ก็ไม่ปีใหม่ บางเล่มเขียน6เดือนหมด บางเล่มเขียน2ปี 
มีสลับเล่มอีกต่างหาก เหมือนหาไม่เจอก็เขียนอีกเล่มนึง
พอหาเจอก็มาเขียนใหม่

 
3/11/50
การนินทาหมาที่บ้านเป็นหัวข้อที่เยอะมากเมื่อเรากลับบ้าน
เพราะแมงโก้เป็นหมาที่บุคคลิกโดดเด่นเหมือนเจ้าของมัน
อารมณ์ติส(เหมือนเจ้าของมัน) กินเก่ง(เหมือนเจ้าของมัน)
ตกลงนินทาเจ้าของมัน(หรือหมา)
 
 
 
 
ช่วงที่สับสนกับ "ชีวิต"
เราสามารถเขียนสมมติฐาน ทดลอง และสรุปผล
ได้ในบันทึก  สมุดที่จิ๊กมาจากแม่ก็เอามาทำไดอารี่ได้นะเฮ้อ!

 
 
 
สมุดเล่มเล็กจะไม่ค่อยเหมาะเอามาทำไดอารี่เท่าไหร่
เขียนไม่พอ แป๊บเดียวเต็มหน้า ส่วยใหญ่จะเอามาทำโน๊ตมากกว่า
 
 
 
28/11/51
ตอนไปเยอรมัน
นั่งอ่านดูไม่ค่อยเข้าใจที่ตัวเองจดเลย
เหมือนจดโน๊ตอะไรที่ไม่ได้ใจความอยู่หลายสิบหน้า
แต่ช่วงนั้นมานั่งเขียนบลอคตอนว่างๆต้องไปหาอ่านเอา
ถ้าเขียนบลอคจะไม่ค่อยได้เขียนไดอารี่จริงๆ เพราะขี้เกียจ
เขียนไดอารี่จะมีเรื่องหยาบคายระบายอารมณ์มากหน่อย
เหมือนสโลแกนอะไรสักอย่าง "หยาบคาย ระบายอารมณ์"
 
 
 
2เมษายน
ประกาศ ผลโอเน็ตอะไรสักอย่าง
คะแนนเพื่อน คะแนนตัวเอง
ซูนาโกะ เคียวเฮยังมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้เลย
(เป็นการ์ตูนที่นานมากอะ ตั้งแต่มัธยมจนทำงานมา2ปีแล้วยังไม่มีทีท่าจะจบ)
 
 
 
 
 
30/10/47
ช่วงนั้นบันทึกเล่มเกือบเท่าเอ4  เป็นช่วงที่เขียนให้หมดหน้าทำยากมาก
จะให้เด็กมัธยมเขียนอะไรวันละเอ4  แต่ก็ทำให้ตอนนี้เราเขียนอะไรจะ(เยอะไปไหน?)

 
 
 
อันนี้เป็นบทสัมภาษณ์ 100ข้อ
(สัมภาษณ์ตัวเองอะนะ ถามเอง-ตอบเอง)
เป็นคำถามที่ไร้สาระกวนประสาทมากๆ
สิ่งที่เราชอบเขียนเวลาอารมณ์เสียก็คือ เหตุการณ์สมมติ
จินตนาการสถานการณ์ ถ้าเกิดว่าเกิอะไรแบบนี้...เราจะทำยังไง?
บางอย่างก็ตลกดี ทำให้เข้าใจตัวเองว่า (ยังบ้าได้อีกเนอะ)
 
 
 
บันทึกตั้งแต่มหาลัย ประมาณ7เล่ม
มีเล่มที่เป็นสมัยมัธยมเอามาอ่านด้วยเฉยๆ  (ชอบย้อนความหลัง)
 
 
 
 
กลับบ้านมารื้อดูบันทึกเก่าๆได้ 4เล่ม
นอกนั้นเป็นนิยายที่แต่งไม่จบอีกหลายเล่ม
 
 
   ทำให้เราได้ย้อนดูตัวเองเหมือนกัน เออ...นี่เราจริงจังเขียนบันทึกมาตั้งแต่มัธยม
พอเขียนมาเรื่อยๆมันก็ได้เยอะแยะเหมือนกันนะเนี้ย
ต้องขอบคุณแรงบันดาลใจที่สำคัญ เมก กาบอท นะ
ถ้าเราไม่ได้อ่านหนังสือหลายๆเล่ม แล้วก็Princess Diary
เราอาจจะไม่ได้เป็นคนชอบอ่านชอบเขียนแบบทุกวันนี้ก็ได้
เดวเอนทรีหน้า ค่อยไปเจาะสมบัติ(หนังสือที่ชอบ)
กลับบ้านทั้งที่ต้องเอาหนังสือมาอ่าน
(พอแก่แล้วก็จะกลายเป็นอย่างงี้แหละน้องๆหนูๆ)
แล้วเจอกันใหม่
 
 
 
 
 
 
 

บ้าน

posted on 04 Mar 2012 21:40 by mintd  in Diary  directory Diary
บ้าน สำหรับเราแล้วเป็นความหมายกว้างๆ
อาจจะหมายถึงรัง(รกๆ) เป็นที่ๆสามารถห่อหุ้มให้เรารู้สึกสบายใจ
 
ตอนนี้กำลังรู้สึกเศร้า และบำบัดจิตใจโดยเขียนไดอารี่ กับการฟังเพลง
บ้านของเราเป็นคอนโดธรรมดาๆ ที่ความรกอาจจะไม่ธรรมดาสำหรับคนอื่น
ด้วยความเป็นคนที่สบายๆ ทำอะไรตามใจตัวเอง และไร้ระเบียบ
พื้นที่ของเราจึงไม่มีกำหนดตายตัวว่าอะไรคือพื้นที่ใช้ทำอะไร
 
อาจจะไม่ได้ขนาดนอนในห้องน้ำ กลิ้งเกลือกในห้องครัว
เพราะพื้นที่แคบจนทำแบบนั้นไม่ได้จริงๆ อาจจะเคยเผลอหลับในห้องน้ำบ้าง
แต่ไม่เคยนอนในห้องน้ำจริงๆหรอกนะ ส่วนนั่งกินข้าวในระเบียงสกปรกๆ
และฟังชาวบ้านคุยโทรศัพท์ตรงระเบียงนี่ก็ชอบทำเหมือนกัน
วิวในมุมสูงไม่ได้ทำให้เราประทับใจอะไรหรอกนะ
แต่ระเบียงเป็นส่วนที่อาจจะรู้สึกสบายใจที่สุดและสัมผัสรับลมได้มาก
กว่าส่วนอื่นๆของห้องแล้ว
 
ส่วนพื้นที่ๆเราใช้มากที่สุดคงเป็นบริเวณ6ตารางเมตร
หน้าโทรทัศน์  โทรทัศน์สมัยนี้โชคดีที่มันทำอะไรได้มากมาย
เล่นเนต ดูเฟสบุค ดูยูทูป ฟังเพลง ก็เลยไม่จำเป็นว่าจะดูแต่รายการทีวี
แต่เราก็ไม่ได้เปิดมันตลอดเวลาหรอกนะ
บริเวณหน้าโทรทัศน์จะเป็นโต๊ะญี่ปุ่นขนาด 90ซม.x90ซม.
เป็นเหมือนพื้นที่อเนกประสงค์ คือใครจะต้องการลิ้นชัก
ที่เก็บการ์ตูน โต๊ะคอม ที่กินข้าว ที่นอน หรือว่าหลายประโยชน์ใช้สอย
แต่เราใช้มันเป็นหลายๆอย่าง ถึงแม้ว่ามันจะดูรกมากแต่ก็สามารถหาของต่างๆ
ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ท่านแม่มาเก็บให้หลายรอบแล้ว แต่ไม่ว่ายังไง
ของที่มันต้องใช้มันก็จะต้องรื้อออกมาอยู่ทุกวัน
 
ใต๊ะโต๊ะญี่ปุ่นเป็นเหมือนพื้นที่ในหัวสมองข้างนอกของเรา
คนเราจะสุมจะเก็บอันโน้นอันนี้ไว้ในหัว เราก็จะเก็บหลายสิ่งหลายอย่าง
ไว้ใต้โต๊ะ ด้วยความสูง30ซม. จากพื้น สมดุลกับฟูกข้างๆที่ปู
ทำให้นั่งยองๆพิมพ์คอม หรือว่าจะนอนพิมพ์คอม เล่นคอมมือเดียว
เอาอะไรมาสเก็ตช์ นอนสเก็ตช์ นั่งยองๆสเก็ตช์
นั่งดูทีวี กินข้าว เล่นคอม นั่งสเกตช์ หรืออะไรอื่นๆในเวลาเดียว
เมื่อยๆก็นอนไปเลย อาจจะเป็นพืื้นที่ที่ทำให้ผู้ปกครองเป็นห่วง
 ว่านี่เมิงจะไม่ลุกไปไหนเลยหรือไง แต่เมื่ออยู่ไปนานๆ
จะมีความปลงว่า เราสารมารถอยู่ได้ทุกที่ ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรมาก
แต่จะให้ใครมาเข้าใจเราได้เท่ากับเราเข้าใจตัวเอง
 
ห้องอีกห้องนึงดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ๆไม่ได้ใช้งานเลย
วิวหน้าต่างที่เรามักจะรูดม่านปีดไว้เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมอง
ออกไปข้างนอกสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเปิดออกไปก็น่าสนใจเหมือนกัน
มันเหมือนเป็นรีงของคนอื่นที่ซ้อนๆกันไปหลายๆชั้น ทำให้เราตระหนักดีว่า
รังเราก็ซ้อนๆอยู่กับรังของคนอื่นเหมือนกัน เราไม่เคยได้คิดถึงเรื่องนี้นัก
จนวันนึงเราได้บังเอิญเจอเพื่อนที่อยู่รังข้างๆ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก
แต่เห็นเค้าตาบอดแล้วกดลิฟท์ชั้นเดียวกับเรา ถามไปถามมา
เค้าอยู่ห้องข้างๆเรานี่เอง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปิดประตูดังปังก่อนหน้านี้
 เราจะก่นด่าในใจว่า แมร่งเป็นช้างน้ำหรือไงฟระทำไรเสียงดังรบกวนคนอื่น
ก่อนหน้านี่เห็นแว๊บๆว่ามีผู้หญิงตัวใหญ่เอาขยะออกไปทิ้งโดยไม่สวนรองเท้า
เลยค่อนข้างอารมณ์เสียเวลากลับมาแล้วรังข้างๆจะทำอะไรเสียงดัง
แต่พอเจอเพื่อนบ้านมองไม่เห็นก็เลยแอบใจดี ผสมอยากแกล้งด้วย
คิดเล่นๆว่า ถ้าเราไปแอบเคาะประตูเค้าแล้วไปแอบ เค้าจะรู้ไหมวะ
แต่ก็ไม่ได้กล้าทำหรอก แค่คิดเฉยๆนะ เพราะแค่คิดก็โดนเพื่อนด่าไปแล้วว่าเมิงนี่เลวจริง
 
เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ก็ขนมาจากหอเก่าสมัยมหาลัย
ผุๆพังๆบ้างแต่มันก็ยังใช้ได้ อยู่กันแบบอารมณ์หอพักเลย
แต่รกน้อยกว่า เพราะไม่มีขี้ยางลบ สีที่เลอะๆ ซากกระดาษซากงานที่ต้องทำส่ง
ที่นอนก็มีแต่ของวาง บางทีไม่มีที่นอนต้องเอาหมอนมานอนพื้นเลย
อยู่หออาจจะลำบากในเรื่องไม่มีแอร์ไม่มีน้ำอุ่น ไม่มีเน็ตแรงๆ ไม่มีหลายๆอย่าง
แบบทุกวันนี้ แต่ทุกวันนี้ก็ไม่มีหลายอย่างที่สมัยเวลาที่สมัยเวลามหาลัยมี
     >ไปเคาะประตูห้องข้างบนก็ไม่ได้ เพราะเค้าไม่ใช้เพื่อนเรา
     >ขนเพื่อนมาทำโปรเจคงานกลุ่มไม่ได้ (เพราะทุกคนทำงานกันหมด)
     >ชวนเพื่อนไปหาไรกินตอนเที่ยงคืนที่เซเว่น
     >เดินไปมาระหว่างหมาลัยภายใน5นาที
สถานะของคนเราก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลามีอะไรที่ทำได้ทำไม่ได้
ความทรงจำมักจะอยู่ในถุง ในกล่อง นอนนิ่งอยู่ให่เรารอเวลาไปขุดมาดู
แต่ถ้าเราไม่จดไว้บางทีเราก็ลืมนะ ที่เราจดบันทึกก็เพราะว่ามันเอาไปเถียง
คนอื่นได้ว่าเราทำอะไรบ้าง ถ้าคนนั้นจำไม่ได้ เราเลือกเป็นตัวหนังสือเพราะ
มันจะใส่ความคิดเห็นมุมมองอะไรไปได้ซึงชัดเจนดี เพราะบางทีภาพถ่าย
ต้องใช้การตีความ แล้วคนอื่นอาจจะมองไม่เหมือนเราก็ได้
 
บ้าน ถ้าพูดถึงรัง 
นกนี่มันก็ต้องมีการเปลี่ยนรัง
มีการซ่อมรังของมันเป็นระยะๆ
 
คงไม่แปลกที่เราจะมีรังเยอะ แล้วคนที่อยู่ที่รังจะมีแค่เราคนเดียว
ฟังดูอาจจะเศร้าไปหน่อย แต่ว่าความเคยชินที่บางทีอาจจะฟังดูเซ็งๆไปหน่อย
การอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กทำให้เรามีเรื่องทำไปเรื่อย
เรื่องที่เรารู้สึกแปลกๆคือ การนอนกับคนอื่น (ไม่ใช่แนวทะลึ่งนะ)
ที่บ้านเราจะเน้นความเป็นส่วนตัวมาก แม่จะไม่นอนกับเรา 
แยกกันอยู่ตั้งแต่อนุบาลไม่ก็ตั้งแต่เด็กๆมากๆแล้ว
การปล่อยเด็กเล็กไว้คนเดียว บางทีมันทำให้เด็กมีโลกส่วนตัวมากขึ้น
เราเพิ่งรู้ว่าการไม่ปิดไฟนอนเป็นเรื่องประหลาดสมัยมหาลัย
เพราะว่าเราไม่เคยปิดไฟนอนเลยตอนอยู่บ้าน
ต้องยอมรับว่าเป็นเด็กที่คิดเยอะมาก และนอนไม่หลับ
มักนั่งเขียนอะไร ประดิษฐ์อะไร วาดอะไร เวลาที่อยู่ในห้องของตัวเอง
โคตรจะโลกส่วนตัวสูงเลย แต่ก็ไปปั่นจักรยาน เล่นขายของกับเด็กแถวบ้านนะ
คิดไปคิดมา ทำไมทำอะไรน่ารักจังเลยวะเนี้ย แต่ตอนนั้นชอบเอาตัวเองไปเปรียบ
กับผู้ใหญ่ไง ทำไมเราทำไม่สวยเท่าคนอื่นน้า เราอยากวาดรูปให้เหมือนๆ
เราอยากจะโตเร็วๆเบื่อแม่บ่นจังเลย เวลาแม่บ่นเราจะเอามาเขียนบ่นแม่
ตามกำแพงบ้างวาดรูปแม่เป็นยักษ์ตัวใหญ่บ้าง ฮาชะมัดเลย
 
แต่พอประถมบ้าง มัธยมบ้าง ในบ้านก็เงียบเหงา
ต่างคนต่างหายไปจากบ้าน ตอนนั้นคงจะเหงาแหละ 
แต่เราก็คงมีวิธีรับมือแบบเด็กๆ สมุดการบ้านเรามันจะวาดรูปเล่น
ไม่ก็เขียนอะไรเพี้ยนๆ ไม่ก็แต่งกลอน แต่งนิทาน ไปเรื่อย
สมัยนั้นไม่คิดอะไรมาก อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เคยคิดว่าประหลาด
แค่อยากทำเท่านั้น
ไม่ได้ลองแต่งนานแล้วไม่รู้ทำไมแต่อยากจะเขียนขึ้นมา

     โลกของเด็กสวยงามที่เรามอง
     ผู้ใหญ่ลองเปิดใจกว้างแล้วค้นหา
     เดินผ่านมาเป็นเพียงแค่ความฝัน
     เราก้าวเดินขึ้นบันไดทุกๆวัน
     มีสีสันสวยงามตามเติบโต
     
     อย่าหยุดคิดหยุดสงสัยประสาเด็ก
     สิ่งเล็กๆเป็นประเด็นหน้าค้นหา
     ทดลองทำสิ่งใดๆนอกตำรา
     มาเรามาเป็นเด็กเล็กซุกซน
 
เขียนเสร็จแล้วหิวข้าวเลยนะเนี้ย เดินไปหาอะไรกิน
ที่สมัยก่อนเราขยันทำโน่นทำนี่ก็เพราะว่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกล่อตาล่อใจ
มากแบบสมัยนี้ เป็นเด็กสมัยนี้ต้องใจแข็งหน่อย
จำได้เลยว่าตอนเป็นเด็กนี่ลำบากมากกว่าจะได้อะไรมา
ต้องมีความพยายาม หนังสือก็ต้องเช่าห้องสมุด อยากกินพิซซ่า
ก็ต้องไปอ่านหนังสือให้ครบจำนวนแล้วให้คุณครูบรรณารักษ์เซ็น
แล้วถึงได้ไปกินพิซซ่าฟรี (สมัยก่อนพิซซ่ามีโครงการแบบนีี้จริงๆนะ)
การเขียนจดหมายเป็นเรื่องสนุกมาก เราต้องเลือกกระดาษสวยๆ
ติดสติกเกอร์ ติดกากเพชร ลายมือน่ารักๆ เหมือนตอนเขียนเฟรนซ์ชิพ
ถ้าคนไหนเขียนอลังการตกแต่งสวยๆ ปากกาหลากสี วาดรูปน่ารัก
คนนั้นจะได้เขียนเฟรนชิฟเยอะมาก 
แต่ตอนนี้มีตังทำได้หลายอย่าง แต่ก็ยังชอบตอนเด็กๆ
ที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่านนี้
ตอนนั้นก็ดื้อ ก็รั้นตามประสาเด็ก เข้าใจอะไรยาก
 
แต่ตอนนี้ คงลดความซนมาบ้างแล้ว
แต่ความเป็นเด็กเราคงยังมีอยู่เยอะ
ถ้าเราไม่ได้เขียน ถ้าเราไม่ได้อ่าน คงทำให้เรายิ่งเหงามากกว่านี้
บ้านที่มีแค่เรา บางทีมันก็น่าเบื่อ
เราไม่สามารถให้คนอื่นมาอยู่กับเราได้ตลอดเวลา
แต่เราเลือกที่จะอยู่กับอะไรก็ได้ 
เดินออกไปจากที่เราอยู่ปัจจุบัน แล้วสูดอากาศข้างนอก
แล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่
เดินไปบ้านแม่แล้วค่อยกลับมาบ้านเรา
เดินไปบ้านเพื่อนแล้วชวนเพื่อนมาบ้านเรา
เดินอาจจะเมื่อยเปลี่ยนเป็นนั่งรถแล้วกัน
 
ไม่ว่าบ้านจะหมายถึงอะไร
มีคนอยู่หรือว่าไม่มีคนอยู่
รกหรือว่าสะอาด
สวยหรือว่าไม่สวย
มั่นก็ขึ้นอยู่แค่เรา
ถ้าเรามีความสุข
บ้านก็มีความสุขนะ
 

 

moving forword

posted on 03 Mar 2012 14:57 by mintd  in Diary
ช่วงนี้ไม่อยากเขียนบันทึกเอาซะเลย ด้วยความขี้เกียจอย่างแรง(แรงเอามากๆ)
ในสมุดพอเขียนได้ 5บรรทัด ต้องมีอะไรรบกวนให้ไม่ได้เขียนต่อทุกที
ในเรื่องปริมาณก็ขาดคุณสมบัติ คุณภาพยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ตอนนี้ลาออกจากงานแล้ว แต่ก็มีอะไรให้คิดให้ทำเยอะแยะไปหมด
ในหัวอาจจะสงบลงมากกว่าตอนทำงาน แต่ในใจไม่เคยสงบได้สักที
 
นั่งคุยกับเพื่อนหลายเรื่อง (ช่วงนี้หาเรื่องเข้าสังคมมากๆ)
พยายามไม่คิดใส่กรอบว่าตัวเองควรจะเป็นยังไง
หาหนังสือมาอ่านเยอะไปหมด
โดยส่วนตัวแล้วกินหนังสือแทนข้าวได้สบายๆ
แต่พอทำงานก็หาเรื่อง หาข้ออ้างให้ตัวเองอ่านหนังสือน้อยลง
เพราะว่าเหนื่อยไม่อยากเพ่งอะไรตาลายๆอีก
ซึ่งก็แค่หาข้ออ้างให้ตัวเองไปเรื่อย
 
แต่ถ้าไม่ขี้เกียจจนเกินไปจะนอนจะนั่งว่างๆก็จะเอาหนังสือมาอ่าน
เอาหนังสือที่ซื้อค้างไว้อ่านผ่านๆมาอ่านให้ครบทุกหน้า
หน้าโฆษณาก็มีอะไรหลายๆอย่างให้เพ่งได้เหมือนกัน
ถ้ามีเงินมากพอเราก็อยากจะซื้อหนังสือเยอะๆ
แต่ในเมื่อเป็นแค่มนุษย์เงินเดือนขั้นเริ่มต้นก็เลยแค่ซื้อนิดหน่อย
พอให้หายอยาก
 
วัยทำงาน
คือ ช่วงเวลาที่เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่รู้ตัว
เผลอแป๊บเดียวก็จะ2ปีแล้ว ส่วนตัวแล้วบังเอิญถูกฉโลกกับเลข 2 และ เลข1
เพื่อนสนิทเราเป็นคนบอกว่า ก่อนอายุ 30ปี นี่ควรจะจบ ป.โท
เพราะถ้าเกิดว่าเราไม่มีวุฒิป.โท แล้วเราทำงานที่นึงมา5ปีแล้วออกไป
อายุประมาณ30ปี เค้าก็อาจจะคิดว่าเราโดนไล่ออกมา
หรือถ้าเราอายุ30 มันจะยากที่จะไปเริ่มอะไรใหม่
 
ก็เข้าใจในความคิดของเพื่อนนะ ว่ามันทำงานราชการ
ก็จะคิดแบบนั้น งานของเรานี่ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนอยู่ทุกวัน
มีอะไรแปลกๆชีวิตไม่เคยราบเรียบเลยสักวัน
พยายามนึกภาพตัวเอง อายุ30ปี
นึก.................ดู
ก็คงจะมีวุฒิภาวะ และนิ่งขึ้นมากกว่านี้ 
ฝันของเราในขั้นแรก
>เป็นInterior Designer อันนี้ก็เป็นแล้ว
>มีที่อยู่ของตัวเอง อันนี้ก็มีแล้ว(หนี้)
>เรียนโท   อันนี้เป้าหมายต่อไป
>ทำงานอิสระ  อันนี้ก็ต้องดูกันต่อไป
 
ส่วนชีวิตก็มีสุขทุกข์อุปสรรคปะปนกันไป
วิธีคลายทุกข์ขั้นเร่งด่วน เขียนไดอารี่ 3หน้า 5หน้า
นอน กินขนม อ่านการ์ตูน คุยกะใครสักคน
เวลานอนหลับ ตื่นขึ้นมาก็จะสบายใจ
อะไรคั่งข้างเจ็บปวดก็จะหายไป
ถ้ามัวแต่วันเวียนกับปัญหามันก็จะทุกข์อยู่แบบนั้น
 
มาเรื่องต่อมา
>การสอบใบประกอบวิชาชีพ ผ่านพ้นไปด้วยดี
สำหรับใครที่อยากสอบใบ กส. มีข้อมูลที่เราลองวิเคราะสถิติดู
ถึงแม้ปีนี้จะเปิดเป็นปีที่2 เราคิดว่าเปอร์เซนต์ผ่านก็ค่อนข้างน่าลุ้น
(พูดเหมือนถูกล็อตเตอรี่) แต่จริงๆถ้าไม่เตรียมตัวมาก็ไม่โชคช่วยขนาดนั้น
ต้องเตรียมตัวมาบ้างนะ
 
ปีนี้ คนเข้าสอบ 231คน (อินทีเรียนะ)
เปอร์เซนต์ที่คนสอบผ่าน 40เปอร์เซนต์
ลำดับวิชาที่คนสอบไม่ผ่านมากที่สุด
1. 41 การวางผังและออกแบบ 42%
2. 42 ความรู้ด้านเทคโนโลยี   35%
3. 43 วิชาชีพสถาปัตยกรรม    32%
4. 44 ทักษะด้านการสื่อสาร    22%
 
คนที่สอบผ่านรอบ2 มีประมาณ 17%
คนที่สอบผ่านรอบแรก มีประมาณ 23%
 
เปอร์เซ็นต์ที่ผู้หญิงมาสอบ 47%
เปอร์เซ็นต์ที่ผู้ชายมาสอบ  53%
 
มานั่งอ่านดูอาจจะคิดว่า จขบ.นี่ว่างมานั่งนับอะไรจริงๆเนอะ
แต่มันสนุกดีเหมือนกันทำให้เราได้รู็ข้อมูลบางอย่าง
จำได้ว่าไปติวสอบนี่แหละเค้าบอกว่าปีนึง ประเทศไทยมีอินทีเรียจบใหม่ปีละ500คน
ส่วนเกาหลีใต้มี 5พันคน  ทำไมมันเยอะกว่า10เท่าเลยนะเนี้ย
ดีแล้วในประเทศยังพอมีลุ้นแข่งกันได้ แต่ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง
เด็กจบใหม่ทุกปี500คนก็จะแซงหน้าเราไปได้
 
ในความคิดของ จขบ. คิดว่าอินทีเรียไม่ใช่อาชีพที่จะอยู่เฉยๆ
กินลมชมวิวได้ไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเราทำไปวันๆ ต่อไปก็จะสู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้
อย่าว่าเด็กรุ่นใหม่เลยเดี๋ยวนี้มีวัสดุใหม่ๆ อะไรออกใหม่ สังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
อาหารแปลกๆ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ถ้าเรายังไม่เรียนรู้จะพัฒนาตัวเอง
มันก็จะไม่รุ่งในอาชีพนี้ ถ้าอยากจะทำจริงๆก็ต้องขยันๆกันหน่อย
 
คือหลายคนก็บอกว่าจะสอบไปทำไม ยังไม่มีอะไรบังคับใช้
เซ็นแบบพวกเต็กไรก็ไม่ได้ จะให้เอาไปต้มกินแทนมาม่าหรือไง
แต่คิดอีกแง่นึง เราใช้ยาพ่นดับกลิ่นปากทำไม แปรงฟันก็สะอาดแล้ว
คือมีไว้มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร พกไว้ก็มั่นใจดี (เฮ้ยฟังดูล่อแหลม)
จะกฎหมายไม่บังคับใช้เซ็นเซินไรยังไม่ได้ ก็เราไม่ได้คำนึงถึงตรงนั้น
แต่ถ้าคิดถึงอนาคตข้างหน้า แบบมีการเปิดเขตเศรษฐกิจอาเซียนงี้
แล้วมีการแข่งขันทางสายอาชีพมากขึ้น อย่างน้อยก็เหมือนมีใบขับขี่
ขับรถก็ไม่โดนจับ เป็นอินทีเรียมีใบขับขี่ก็จะได้ขับรถอย่างสบายใจไง
ก็ต่างคนต่างความคิดอะนะ อะไรทำแล้วสบายใจก็ทำไป
 
มาถึงขั้นต่อไปถ้าจะเตรียมตัวสอบ
จะต้องทำอะไรยังไง
>ก่อนอื่นเลย ต้องเตรียมตัง(อันนี้ไม่ได้กวนตรีนนะ)
สมัครสมาชิก กับ ค่าบำรุง แนะนำโปรโมชั้น 5ปีคุ้มกว่า
เพราะถ้าสอบผ่านจะได้ไม่เสียเวลาต่อบัตรเสียตงเสียตังเพิ่มอีก
ประมาณ 1500
>สมัครไรเสร็จแล้วก็สมัครสอบ
ครั้งแรก 2000
สอบแก้ตัว 1000
>ถ้าอยากมั่นใจ หรือว่างจัดก็ไปติว
ค่าใช้จ่าย 2500
หรือจะสมัครสมาชิกสมาคมมัณฑนากรอีก ก็500ราย2ปี แกลบกินเลยไม่ได้สมัคร
>สอบผ่าน
ค่าใบประกอบวิชาชีพ+ค่าอบรม 4000
=เตรียมตังไว้ประมาณ 10000
 
พอถึงขั้นสอบผ่านแล้วก็คงไม่มีใครบ่นแล้วมั้งว่าเสียตังเยอะจัง
โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนรายได้น้อยอย่างเรา ต้องขอท่านแม่มาสอบ
ทำให้มารดาอารมณ์เสียเป็นอันมาก แต่พอสอบผ่านการบ่นจะน้อยลง
 
เตรียมตังเสร็จ คราวนี้ก็ต้องเตรียมตัว
ถ้าไม่ใกล้สอบ ความขี้เกียจย่อมจะมาก
แต่ข้อดีของการอ่านหนังสือใกล้ๆสอบ ก็คือ
จะล๊ก และตื่นตัว(ตื่นตูม) (ตื่นเต้ว)
 
เคล็ดไม่ลับส่วนตัว
(เรื่องเนื้อหานี่คงไปติวกันได้ แต่เอาเป็นวิธีทำข้อสอบดีกว่า)
>41 การวางผังและออกแบบ
โดยส่วนตัวคิดว่ามันยากปราบเซียนสุดแระ
ด้วยความที่โจทย์จะยาวไปไหน มีอะไรให้ทำตั้งมากมาย
บ่ายโมงครึ่ง-1ทุ่มครึ่ง
6ชั่วโมงนี่ต้องชิวแน่ๆ (อย่าชิวจงระวัง) ด้วยความชะล้าใจของเรา
นั่งคิดอ่านโจทย์อารมณ์ดีไป1ชั่วโมง เหลือ5ชั่วโมง แต่ที่ต้องทำนั้น
 
1.Zonning, Bubble, area requirement
2.Concept อธิบายเป็นกราฟฟิคผสมแผนผังไรก็ได้ ฝอยๆให้มากๆ(แต่อย่าหลุดtheme)
3.จัดแปลนผังบริเวณ
4.แปลนไฟ
5.ตีฟ1 ลงสี
6.รูปด้าน2 สเปคกับdimensionอย่าลืม ลงสี สเกล1ต่อ25
 
6อย่างนี่ อย่างละชั่วโมงเลย
แต่อิชั้น นั่งอ่านโจทย์ชิวกินของว่างไปแล้ว1ชั่วโมง
ทำแปลน2ชั่วโมง
แปลนไฟ1ชั้วโมง
ตีฟ1ชั่วโมง
อีก1ชั่วโมงนี่แทบตาย ทำรูปด้านอย่างละ15นาที น่าเกลียดน่ากลัวมาก
 
จำไว้ว่า อ่านโจทย์ให้ละเอียด ตีความสำคัญมาก ทำให้ตรงโจทย์
ทำให้ครบทุกข้อ ทำให้เร็ว
พื้นที่ออกแบบมันค่อนข้างจะเยอะ ดังนั้นต้องคิดดีๆ ทำไวๆ
 
สำหรับเราคิดว่าถ้าชอบนั่งสเก็ตไรเล่น แล้วก็กำลังใจดีๆ
วิชานี้น่าลุ้นอยู่เหมือนกัน ถ้าถอดใจเหมือนไอ้คนที่นั่งข้างๆเรา
ที่มันทำไม่เส็ดแล้วออกไปก่อน รู้สึกเสียดายตังแทน
เสียดายขนมด้วย ไม่กินก็เอามาให้เราได้นะ
ถ้าใครชอบความตื่นเต้นนี่การมาสอบวิชานี้ถือว่าตื่นเต้นมากอะ
ได้ลุ้นๆเกือบทุกวิชา
 
 42 ความรู้ด้านเทคโนโลยี
วิชานี้ต้องเรียกว่ายากรองลงมา ต้องมีความรู้รอบโต๊ะ(เอ้ย)รอบตัว
การไปหน้าไซต์งานจะช่วยได้มาก เพราะไปติวมาก็ออกมั่งไม่ออกมั่ง
แต่เรื่อง universal design หรือ คนพิการจะออกเยอะไปไหน
กฎหมายก็มีมาแจมบ้าง เรื่องแอร์ก็เยอะเหมือนกัน
คนถามก็จะลวงๆ ทำให้ลังเลไม่แน่ใจ ไอ้ข้อง่ายก็ง่ายเกิน
ยากก็ไม่รู้เดาไม่ถูกเลย เรื่องโครงสร้างอาคาร กฎหมายอาคาร
กับอะไรที่เกียวกับอัคคีภัยนี่ควรจำมากๆ ใช้ความจำมากๆหน่อย
 
43 วิชาชีพสถาปัตยกรรม
เป็นวิชาที่ควรจะยิ่งต้องจำ และอ่านมากๆ
โดยเฉพาะเรื่องตัวเลข นี่ขยันออกดีจัง 
เราเป็นพวกจำผิดจำถูกเลยปวดหัวในการเดาข้อที่ไม่รู้เหมือนกัน
ยิ่งพวกค่าความสว่างอาคารในกฎหมาย ยิ่งมั่วใหญ่เลย
อ่อแล้วอย่าลืมอ่านพวก จรรยาบรรณวิชาชีพกับข้อบังคับ
นี่ก็ออกเหมือนกัน แต่จะมีพวกความเข้าใจด้วย
ผสมๆระหว่างจำกฎหมายกับความเข้าใจ โจทย์ลวงๆจะเยอะ
 
44 ทักษะด้านการสื่อสาร 
เป็นวิชาที่ค่อนข้างง่ายที่สุดเท่าที่ผจญมาแล้ว
มีเรื่องในการทำงาน อุปกรณ์ต่างๆในสำนักงาน
เทคโนโลยี เช่น ถามว่า3Gคืออะไร แล้วก็เอารูปseverมา
แล้วถามว่าประโยชน์มีไว้ทำอะไร
แต่ที่แหวกแนวหน่อยก็คือ มีให้ดูคลิปที่ลูกค้ามาว่าจ้างออกแบบ
ก็รับบรีฟแนวความคิด  เราก็ฟังแล้วก็จด แล้วเอามาเขียนคำตอบ
ถ้าฟังดีๆก็ได้คะแนนเยอะไปแล้ว เป็นข้อสอบที่ช่วยได้มาก
แล้วนอกนั้นก็มีเขียนแบบ เขียนดีเทลอะไรบ้าง
จะยากก็ตรงตีความ memo หรือว่าจดหมายนี่แหละ งง
แต่เป็นกาๆก็พอลุ้นได้
 
สรุปมาได้คร่าวๆประมาณนี้
ส่วนด่านต่อไปคือการสอบสัมภาษณ์
เราได้ยินว่าน้อยมากที่จะมีคนตก 
แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้ ต้องไปเตรียมพูด หาข้อมูล
ไม่อยากตกสัมภาษณ์ ยิ่งพูดไม่ค่อยเก่งอยู่ด้วย
พูดอะไรสาระๆไม่ค่อยเก่ง แต่ให้พูดเรื่องบ้าๆบอๆตลกๆนี่ไม่แพ้ใคร
 
สัมภาษณ์เสร็จแล้วค่อยมาเขียนต่อละกันวันนี้เมื่อยมือแล้ว

 



 

เอาไงต่อ

posted on 06 Feb 2012 18:10 by mintd  in Diary
 
 
หลังจากสอบใบประกอบวิชชีพเสร็จ เราก็มาตั้งคำถามกับตัวเอง จะเอายังไงต่อ?
 
จากที่แม่ถามมาหลายรอบ ก็เลยกลับมาถามตัวเองบ้าง ประมาณว่าเริ่มแก่ขึ้นทุกวัน
 
ปีที่แล้วก็ทำเล่นๆมาหลายเรื่อง เห็นทีปีนี้จะทำอะไรแบบนั้นไม่ได้แล้ว
 
สงสัยเราต้องสมัครเรียนต่อจริงๆแล้วละมั้ง?
 
อืม...  เป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างยากลำบากใจเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่เรียนเสาร์-อาทิตย์เลยรึ?
 
อยากบอกว่าไอ้ที่เล็งๆไว้ว่าจะเรียน ไม่มีเรียนนอกเวลาเลย ทำไมเปิดหลักสูตรใจร้ายอย่างนั้นหล่ะ
 
คิดแล้วคิดอีก ประเด็นต่อมาต้องลาออกจากฟิส เพราะว่าเราคงไม่มีเวลาไปทำงานเต็มเวลาหรอกมั้ง
 
เว้นแต่ออฟฟิสจะจ้างไปเรียน ซึ่งคงไม่มีออฟฟิสไหนใจดีแบบนั้นมั้ง
 
คิดหนักเหมือนกัน แถมต้องคิดหัวข้อทีสิสอีกแล้ว เราสนใจจะทำอะไร
 
ไม่รู้เหมือนกัน แถมต้องกลับไปสอบไอเอลให้ผ่านอีก ยากยิ่งเข้าไปใหญ่
 
ข้อสอบใบประกอบวิชาชีพค่อนข้างยาก วิชาดีไซน์ ทำเสร็จแบบเผาๆ
 
ไม่รู้จะเป็นยังไง เฝ้ารอผลอย่างตื่นเต้นจะเป็นลม เอาเป็นว่าวันนี้กลับไปคุยปรึกษา
 
กับแม่เรื่องเรียนก่อน เหนื่อยเหลือเกิน  สาขาที่เล็งไว้คือ ภูมิสถาปัตย์
 
ส่วนสาขาอื่นๆก็ต้องดูว่าจะสอบเข้าได้รึเปล่า เฮ้อ... เป็นปีที่ต้องตัดสินใจก้าวไปอีกขั้นแล้วน้อ

มีอะไรจะอัพสักที

posted on 31 Jan 2012 10:05 by mintd  in Diary  directory Diary
กำลังรอจะไปไซต์ ซึ่งช่วงเช้าก็โดนช่างหินเบี้ยวงานไปเรียบร้อยแล้ว
ทำไมไซต์นี้มันช่างมีอุปสรรค์เยอะแยะซะเหลือเกินนะ
 
 
จับมุกมิกมาตีลังกาเล่นหมดเวลาไปชั่วโมงนึงพอดีเนื่องจากไม่มีขาตั้งกล้อง
มันเป็นหุ้นไม้ตัวเล็กเท่าแก้วน้ำ ซื้อมาตอนมัธยม มีพี่มุกมิกชื่อมุกมุก
(ได้ข่าวว่าเพิ่งตั้งชื่อมันตะกี้ไม่ใช่เร้อ?)

 
จริงๆแล้วมาอัพกันบลอคร้าง แล้วที่ผ่านมาก็มีแต่บ่นๆเขียนตัวหนังสือยาวเป็นพรืด
แต่มันเป็นความสุขส่วนตัวที่เขียนๆไปจนลายตา จริงๆแล้วเราก็พยายามปรับปรุงการเล่าเรื่องอยู่นะ
ว่างๆก็พยายามจดอะไรใส่ไดอารี่ (ที่เป็นสมุดจริงๆ)
 
 
ไดอารี่ คือ บลอค ที่ร้างๆยิ่งกว่าexteen เพราะเราจะเขียนเมื่อว่างจริงๆ
และตอนนั้นไม่มีอะไรจะทำ ซึ่งเป็นโอกาสที่ค่อนข้างจะหายากเหลือเกิน
แบบว่าช้วงนี้ใกล้จะสอบใบประกอบวิชาชีพแล้ว และเรายังอ่านกฎหมายไม่จบเลย
ยังจำคำนิยามไม่หมด และไร้สาระ นั่งดูคลิปยูทูป นั่งรักษาโรคกระเพราะตัวเอง
แล้วก็ทำ3dออฟฟิสไม่เสดสักกะที กับงานนอกที่ทำไม่ได้ตัง ต้นไม้ที่แม่ซื้อมาก็ต้องดูแลมัน
แค่นี้ก็รู้สึกรับผิดชอบไม่ไหว หัวทู่แล้วนะเนี้ย
 
 
 
เอิ้อก ห้องรกไปหน่อยหยากไย่เต็มเลย เมื่อศุกร์ที่ผ่านมาจะไปซื้อตู้เสื้อผ้า
อิเกีย แล้วไอ้ที่อยากได้หน้าบานก็ไม่มี ไอ้ที่มีก็แพงมีตังไม่พอซื้อ ก็เลยได้มาแค่อันนี้แหละ
ขอบอกว่าประกอบยากกว่าที่คิดหมดเวลาไปวันกว่าๆ เพราะต้องไปซื้อค้อนกับค้อนยาง
ตะปู กาวติดไม้มาเพิ่ม เพราะเด็จแม่กลัวมันไม่เข็งแรง กว่าจะได้เป็นอย่างนี้ทุบๆถึบๆ
เมื่อยมากกว่าตู้จะได้ฉาก  ส่วนพรมลายที่อยากได้ก็ไม่มีในสต็อค ผ้าม่านก็ไม่มีลายที่อยากได้
มีแต่ของโชว์สรุปได้มาแต่ของจุกจิก ที่เปิดกระป๋อง กระถางต้นไม้ ตะขอ และไรอีกนิดหน่อย
จะซื้อมีดแล้วคิดตังเสดแล้วเห็นมันโดนทับใต้กระเป๋า เลยขี้เกียจแล้วช่างมัน
เป็นเฟอร์ที่หนักมากคนเดียวยกไม่ไหว ต้องสองคน เพราะมันเป็นไม้จอยท์ ไม่ใช่ไม้อัด
ก็เลยหนักอึ้งเลย สรุป เราจะไม่ประกอบเฟอร์นิเจอร์เองอีกแล้ว เหนื่อยมากกกก โหดไป
เสื้อผ้าก็ยังใส่ไม่พออยู่ดี
 
 

สวนจากที่เคยแค่ปลูกผักชีและผักกาดหอมตอนนี้มันเปลงทดลองการเกษตรไปแล้ว
เนื่องจากเด็จแม่มาเยี่ยม พาแกไป อตก.เท่านั้นแหละซื้อต้นไม้ใหญ่เลย ถ่ายรูปกล้วยไม่ของแกไป
ยังกะสวรรค์ของแกเลย ไปๆมาจะหนับหนุนให้เราไปเรียนภูมิสถาปัตย์ เยี่ยม! ต้องสนองคุณมารดาใช่มั้ยเนี้ย
เราก็เรียนได้หมดแหละถ้าสนใจ ก่อนอื่นต้องสร้างแรงบันดาลใจก่อน แต่ไม่รู้จะเลี้ยงต้นไม้รอดมั้ย
จากที่ทำผักของตั้วเองไม่โตเนื่องจากดินแข็งมาก จนเด็จแม่มาเปลี่ยนดินใส่ปุ๋ยขยายอาณาจักร
มันชักหวั่นใจ ทั้งมะนาว ไอวี่ มะเขือเทศ ผักกวางตุ้ง และผักชี ผักกาดหอม มันจะรอดไปกี่วัน
กระบองเพชรยังเลี้ยงตายมดเจาะมาแล้ว
 


ป้าแนะนำว่ากินขมิ้นชันมันจะขับลมแก้โรคกระเพราะได้ เดี้ยนก็ไปซื้อมา
เดินๆใน อตก.มีร้านที่ขายพวกสินค้าโอท็อปไรพวกนี้ แต่รู้สึกมันกินแล้วจะปรุ๊ดๆ
เป็นยาถ่ายมากกว่าไงไม่รู้กินหลังอาหารที่ไรท้องเสียทุกที แต่ก็ดีเหมือนกันปรอดโปร่ง
ถ่ายแล้วหัวแล่นปรี๊ดสมองแจ่มใส(ว่าไปโน่น) ส่วนอลัมมิลค์นี่กินเคลือบกระเพราะ
ตอนเป็นช่วงแรกๆนี่แทบจะกินวันละขวด ตอนนี้ดีขึ้นกินสามวันขวด และยาหมออื่นๆ
มากมาย วิตตามินที่เด็จแม่ให้มาอีก ไม่รู้จะกินหมดมั้ยเนี้ย เยอะพอๆข้าวแล้วเนี้ย
 
 

มุกกี้เหม็น ที่มีคนให้มาตอนรับปริญญา ไปขุดมาเจอในถุงเดียวกับเคโรโระ
ไม่รู้จะเอาไปตั้งตรงไหนเลยใช้เสียบทิชชู่
แง่ว....ช่างสีบอกว่าไม่เข้าไซต์อีก เพราะรีบดูไปตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำ
แล้วจะขนแผ่นสีมาหนักทำไมเนี้ย งอแงแล้วนะ จะนั่งแท๊กซี่ไปทำงานแล้วนะ
แล้วไอ้ที่มาอัพบลอครอไปไซต์เพื่ออารายเนี้ยเคอะ  เซ็งจิต
เป็นอินทีเรียจะเป็นโรคจิตวิปลาศพร้อมกับโรคกระเพราะแล้วเนี้ย
เบี้ยวนัดกันเข้าไป หรูไม่ได้เป็นอินทีเรียดีไซเนอร์อย่างเดียวนะคะพี่เห็นใจหน่อย
คนมันควบตำแหน่งอะ แบบเป็นเบ้สาระพะดประโยชน์ไรเงี้ย มาเบี้ยวหนูบ่อยๆเลยทำไรไม่ครบสักอย่าง
เดวจับมุกกี้เหม็นหักคอเลยนี่ หยึ่ยยยย..

วันตรุษจีน

posted on 23 Jan 2012 14:37 by mintd  in Diary
   ข้อดีของวันตรุษจีน ก็คือห้างร้านต่างๆจะหยุดและนิติบุคคลก็จะหยุด
และอะไรหลายๆอย่างก็จะหยุดทำให้เราไม่ต้องไปคุมไซต์ เป็นอะไรที่ดีใจเหลือเกิน
งานคุมไซต์ก่อสร้างไม่ใช่อะไรทีเราชอบเลย เลือกให้ไปได้ถูกคนจริงๆ
ผู้ชายแมนๆอยู่บริษัททำคอมอะไรไป ให้ผู้หญิงถึกๆไปลุยอยู่คนเดียว
บริษัทเรานี้เข้าใจเลือกจริงๆเลย อยากจะบ่นซะจริงๆเลยเนี้ย
 
    เมื่อวานเป็นวันไหว้ เราก็เลยไปบ้านยาย จริงๆควรจะตื่นแต่เช้า
แต่ด้วยความที่นอนตอน6โมงเช้า แม่โทรมาปลุก(ตอนที่ชั้นกำลังจะนอนพอดี)
ก็เลยขอนอนนิดนึง ตื่นมาอีกที7โมงครึ่ง  แย่แล้วๆ จะไปทันเค้าไหว้มั้ยเนี้ย
รีบนั่งบีทีเอส นั่งรถตู้ไปถึง9โมงพอดิบพอดี  สองสามปีที่ผ่านมานี้
เค้าเปลี่ยนการไหว้โดยใช้วิธีธูปเทียนแบบไฟฟ้า เสียบปลั๊กก็สว่างสไวไร้ควันไฟ
เนื่องจากมีคนแพ้ควันธูปก็เลยหันมาใช้แบบนี้แทน
 
    ก็มีของกินคุ้นหน้าคุ้นตา แพงๆ อร่อยๆมากมาย
แต่คือ เรากิินไม่ได้ แทบจะร้องไห้ วันนี้เพิ่งไปหาหมอเอายามากินแก้โรคกระเพราะ
กับโรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่น่ารำคาญ ทรมานชีวิตซะจริงๆ
กินข้าวก็รู้สึกจุกๆ แล้วไม่ว่าจะกินหรือไม่กินอะไรก็ยังรู้สึกปวดท้องอยู่ดี
ไม่มีอาหารโปรดที่อยากจะกินเลยแม้แต่นิดเดียว ความอยากอาหารหายไป
เริ่มรู้สึกถึงผลร้ายของกาีีรทำงานแบบหักโหม บ้างาน  ต่อไปนี้จะรักษาร่างกายตัวเองแล้ว
 
    เริ่มเปิดเว็บดูหางานใหม่ จริงๆก็สองจิตสองใจ แต่อย่างที่อาจารย์เคยคุยกับเรา
ถึงที่ทำงานเค้าจะไม่มีเรา เค้าก็หาคนใหม่ได้ อย่าไปยึดติด เค้าไม่มีคนทุ่มเททำงาน
ไปไซต์จัดการเรื่องจุกจิก งกๆให้ เค้าก็ไม่เป็นไรหรอก  แต่ตัวเราน่ะสิ ทำมากเกินไป
เกินลีมิตไป เราก็จะแย่ ป่วย ไม่สบาย เราไม่ไหวแล้วน้า.....  แถมต้องคิดเรื่องเรียนต่ออีก
ยิ่งเครียดไปอีก หม่ามี้กำลังจะมาเยี่ยมสัปดาห์นี้แล้ว หลอนสุดๆ ทั้งต้องเก็บห้อง
จัดการเรื่องต่างๆอีก วุ่นวายไปหมด อีกอย่างตอนนี้เป็นโรคนอนได้นานมาก
นอนบ่ายสามเมื่อวาน ตื่นมาอีกที7โมงเช้าวันนี้ ตกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ตื่นขึ้นมาอีก
กลัวนอนไปไม่ตื่นเลนเนี้ยชั้น
 
     เป็นตรุษจีนที่ย่ำแย่จริงๆ กินอะไรก็ไม่ได้ แต๊ะเอียก็ไม่ได้สักบาท ได้แต่ขนมเทียนขนมเข่ง
ที่หนักรวมกันหลายกิโล เอามาก็ไม่รู้จะให้ใคร กินไปสามอันก็เบื่อแล้ว ทีองุ่นแพงๆอะไม่ให้
เอาแต่องุ่นเขียวมาให้ เง้อใจร้ายมากๆเลยคุณป้า  ก็ไม่สนอะไรแล้วล่ะ เราอธิฐานบรรพบุรุษ
ขอให้ปีนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี และอื่นๆอีกมากมาย สามรอบที่ไปอธิฐานนี่ไม่ต่ำกว่ารอบละสองนาที
จำได้ว่าตอนเด็กๆนี่ไม่เคยมีอะไรจะขอ ยกมือไหว้แปะๆจบ ยิ่งโตยิ่งโลภมากนักเนอะ
 
ซินเจียอยู่อี่ซินนี้ฮวดใช้
 
 

แก่จัง

posted on 19 Jan 2012 21:44 by mintd  in Diary  directory Diary
          ตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตกำลังวิกฤตอย่างมากประมาณปลายปีที่ผ่านมา แบบที่ไม่ได้รู้สึกไปเอง
แบบที่ไม่ได้เกี่ยวกับยิ่งอายุมากยิ่งต้องมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้ยมามากตามไปด้วย
ปีนี้เป็นปีมังกร ครบรอบที่เราเกิดมา2รอบพอดี และไม่แน่ใจนักว่าตอนที่ครบ 1รอบแรก
เราเป็นยังไง
 
           แต่เท่าที่จำได้มันเป็นปีที่เราคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงชีวิตเรามากเหมือนกัน
จำได้ว่า ตอนอายุ12ปี หรือก่อนหน้านั้นนิดหน่อย เราได้เริ่มหันมาวาดรูปอย่างจริงจัง
เรียนวาดรูปกับอาจารย์คนนึงที่เค้าจบจิตรกรรมจากศิลปากร แน่นนอนว่าตอนเด็กเราก็ไม่เข้าใจ
ถึงศิลปะมากนัก ทำไปตามความคิดประสาเด็ก ทำไปตามใจตัวเอง เค้าให้ไปประกวดอะไรก็ไป
(ส่วนใหญ่จะได้ทำโน่นทำนี่เพราะคนรอบข้าง) ไม่ได้เป็นพวกขวนขวายอะไรเองเอาซะเล้ย
แม่ดัน ครูดันทั้งนั้น ก็ต้องขอขอบคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านนะคะที่ลูกศิษย์ท่านได้มาทางนี้แล้ว
 
           กว่าเค้าจะดันจะเข็นกันสำเร็จก็เล่นเอาเหนื่อยมากเหมือนกัน  คงมีเสียน้ำตา มีดราม่ากันเยอะ
แต่ด้วยตอนนั้นไม่ได้เขียนบันทึกอย่างจริงจังก็เลยไม่แน่ใจตัวเองสักเท่าไหร่ ว่าทำตัวมีปัญหาบ้างรึเปล่า
หรือจะเป็นแบบปัจจุบันที่ เดินทางสู่ปัญหาแบบมึนๆ เราเชื่อว่าไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องมีช่วงวิกฤต
ช่วงที่แบบว่าอยากกรี๊ด ไม่เข้าใจโลก อะไรไม่ได้อย่างใจ และมีหลายอย่างเค้ามาถาโถมมากมาย
กันทุกคน
 
           สิ่งที่เราเรียนรู้มาเกือบ24ปี สิ่งที่จะชนะทุกอย่างคือ ความอดทน  ความถึกจะทำให้เราผ่านพ้น
สิ่งสารพัดสารพันที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยยากในการดำรงชีวิต ความฉลาดอย่างเดียวไม่ทำให้เราชนะอุปสรรคได้
ความถึกคือ สุดยอดพลัง strengh ตอนแรกเราไม่ค่อยเชื่อเนื่องจากเด็กน้อยโง่เขาเบาปัญญาอ่อนต่อโลก
อาศัยอยู่ในโลกส่วนตัวอย่างเรา ถูกปลูกฝังมาว่าจะเจริญก้าวหน้าต้องเรียนให้เก่งๆ ต้องทำงานได้ตังเยอะๆ
ต้องมีหน้าที่การงานดีๆสูงๆ  

           ข้อสรุปคือ ไม่มีอะไรตายตัวแบบนั้นบนโลกใบนี้ มีปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย
ที่ทำให้เราไม่เป็นแบบนั้น เอ๊ะ! เราเรียนตำรามาผิดเล่มรึเปล่า เราอ่านหนังสือมาน้อยเกินไปเหรอ เราไม่ตั้งใจเรียนรึไง?
เกียรตินิยมเป็นแค่คำพูดสวยหรูเอาไว้ให้อมยิ้มกับตัวเองเล่นๆ ม้นไม่ดีแน่ๆถ้าจะบ้าเห่อเอาไปอวดชาวบ้านบ่อยๆ
เราจะดูเป็นพวกชอบอวดเกินไป และที่ทำงานก็ไม่เห็นให้ตังเราเพิ่มขึ้นสักหน่อย มันไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำไป
และตังก็ได้น้อยๆเท่าเดิม  นั่งกลุ้มกุมขมับ นี่เราเรียนอะไรมาผิดพลาดป๊ะเนี้ย? ทำไมเรายังต๊อกต๋อยง่อยเปลี้ย
ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำงานห่วยกว่าชาวบ้านเค้า ขยันขวนขวายความรู้ แล้วก็ไอเดียก็โอเค ทำไมเรายังไปไม่ถึงไหนเนี้ย?
คือ ไอ้ความคิดเนี้ยมันต้องมีบ้าง  เพราะข้อมูลที่ได้มา อินทีเรียไม่น่ายากจนปานนี้ ยิ่งโดนแม่เอาไปเปรียบกับคนโน้น
คนนี้ยิ่งฝ่อเข้าไปใหญ่ ตัวหดเท่าไม้ขีด จะให้ทำใจยอมรับน่ะได้ แต่ต้องมีอารมณ์ฝ่อบ้างแหละเวลาโดนเปรียบ
ที่เราทำขั้นต่อไปคือพยายามขยันหางานเพิ่ม ทำๆไปคนรู้จัก แต่รู้สึกจะเป็นการกุศลซะมากกว่า สงสัยเราจะหน้าตาซื้อบื้อ
แบบเป็นองกรไม่แสวงหาผลกำไร ก็เลยโดนเค้าโกงอยู่เรื่อย ต้องอดทน ต่อสู้! สู้โว๊ยๆ บอกกับตัวเองตลอดเวลา
 

 
            บางครั้งคนเราก็มีหนทางเป็นของตัวเองแบบที่ไม่มีใครบอกได้ แต่เราคิดว่าก่อนอื่นต้องหาแรงจูงใจ
เป้าหมายให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรามักจจะมีความอยากตลอดเวลา ทำสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ถ้าทำไม่สำเร็จนี่จะโดน
หม่ามี๊ทับถมบ่อยมาก ทำให้เราเจ็บใจ เจ็บใจแล้วต้องพยายามอีก เป็นการเลี้ยงลูกที่ซาดิสมากแม่ฉัน
ถ้าฟังเราแม่ลูกคุยหกันจะเหมือนทะเลาะกันมากกว่า แต่แรงบันดาลใจของเราก็มากจากแม่เหมือนกัน
เราไม่เคยเข้าใจว่าคน คนเดียวจัดการอะไรมากมายหลายอย่างได้ยังไงโดยไม่มีคนช่วย  แค่เราใช้ชีวิตประจำวันเอง
ก็จะแย่แล้ว ขอบอกก่อนว่าการเป็นวัยรุ่นที่ว่ามันเหนื่อย เราว่าการเป็นวัยทำงานมันเหนื่อยกว่าเยอะ
 

 
            1 อาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รู้ตัว

 
             เสาร์-อาทิตย์  คือวันที่เอาแต่นอน บอกไม่ได้ว่าไปอดหลับอดนอนมาจากไหน ทั้งที่วันธรรมดา
ก็นอนสี่ทุ่มทุกวัน แถมเป็นสภาพแบบหลับมากินข้าว นั่งพัก เหนื่อย นอน ไม่ได้อาบน้ำแต่อย่างได้
คือถ้าไม่เหนื่อยขนาดนั้นจะอาบน้ำ แต่มันเป็นช่วงที่เหนื่อยมากงานเร่ง แถมมากันหลายงานรุมใส่
 
ตื่น  ไม่อยากตื่น

 
นาฬิกาปลุก ไม่อยากตื่น  สามารถทนเสียงนาฬิกาปลุกได้โดยไม่รำคาญ แม้จะตั้งปุกทุก5นาทีหลังจากนั้น

 
วงจรอุบาทว์มาเยี่ยมเยียนทุกวัน สวัสดีจ้า! สายแระ ชิบหาย!

 
             ตอนนี้เราต้องจัดการหัวสมองแบบคิดได้ทำเลย เพราะจะลืมได้ง่ายมาก เพราะสิ่งที่ต้องทำมีมากเกินไป
ตื่นขึ้นมาระบบประหยัด  save money  save energy จะทำการเปิดทำงาน  เราจะรู้คุณค่าของเงินเมื่อเราหาเอง
และมีมันอย่างจำกัด และเมื่อเรามีบ้านของตัวเอง มีหนี้ของตัวเอง มีบิลที่ต้องจ่ายเอง เราจะรู้สึกสะดุ้งเฮือก
ทุกเดือน บิลโทรศัพท์ค่าเนตมาทุกกลางเดือน แล้วค่าไฟ   ค่าน้ำเดือนที่แล้วเล่นมา3เดือนติดกัน แทบกรี๊ด
แล้วเดือนนี้จ่ายค่าโทรศัพท์ไป2ครั้งเพราะบิลมันมาใกล้ๆกัน (หรือเพราะไม่ค่อยไปดูตู้จดหมายไม่รู้)
แทบจะสำนึกบุญคุณวงศ์ตระกูลที่ชุบเลี้ยงมา  ยอมรับอายๆว่ายังขอตังพ่อแม่อยู่บ้างเพราะไม่พอกิน
แม่ก็จะบ่นๆว่า โตแล้วทำไมยังขอตังอีก ดูฝรั่งสิเค้าลาออกมาทำงานส่งตัวเองเรียนกันทั้งนั้น

             เพื่อไม่ให้เป็นการทะเลาะเราก็จะขอเถียงแม่นิดนึง เราคิดว่าค่าครองชีพในประเทศเรามันไม่สมเหตุสมผล
แบบประเทศอื่นๆเค้า ของกินก็แพงแถมไซส์ที่ให้ก็มินิตามตัวคนไทยเหลือเกิน ไม่สมดุลอย่างแรง ยิ่งอยู่ในเมืองยิ่ง
ค่าใช้จ่ายเยอะเข้าไปอีก แบบว่าไม่อย่านึกเลยว่าถ้าตอนนี้เราลาออกมาหาเงินเรียนจะเป็นยังไง
ด้วยความคิดที่แสนขี้เกียจของตัวเองทำให้ยังไปไม่ถึงไหนจนถึงทุกวันนี้แหละ
 
             ตอนนี้ปลูกผัก แต่ยังไม่โตยังกินไม่ได้ แล้วไม่รู้มันจะรอดให้ถึงวันที่กินได้รึเปล่าไม่รู้ รูปร่างยังไม่ใกล้เคียง
ผักกาดหอม ผักชีเลยสักนิด (ชาวสวนเค้าใส่อะไรทำไมมันออกมาเป็นผักให้เรากินได้) แม่ก็หันไปทำสวนเป็นงานอดิเรก
(อาจจะอดิเรกในความคิดแก) แต่ในความคิดเราแม่จริงจังในการทำสวนมาก พื้นที่1ไร่ แล้วยังไปซื้อเพิ่่มอีก
น้ำประปาก็ยังเข้าไม่ถึง ไฟฟ้าก็ยังไม่มี กว่าจะรดน้ำต้นไม่ครบปาไป3-4ชม. ไม่รวมใส่ฟางคลุมหน้าดิน ใส่ปุ๋ย พรวนดิน
การเป็นชาวสวนนี้ไม่ง่ายเลย กว่าจะโยกน้ำบาดาลหอบน้ำไปรถน้ำต้นไม้ ทำไมต้องมาลำบากลำบนอย่างนี้ด้วย
เราคิด คือมันต้นเล็กมากกว่าจะประคบประหงม 2-3ปีกว่าจะได้กิน ทางเข้าก็ทุรกันดารมาก แม่เอารถเก่งมาวิ่งเหมือนมันเป็นกระบะแถมเอาต้นไม้ จอมเสียม อุปกรณ์ต่างๆยัดได้แบบไม่ง้อรถใหญ่ เราละไม่เคยเค้าใจจริงๆ ถ้าเราอายุเยอะๆ
แบบนั้นความคิดเราจะเป็นแบบนั้นไหม เพราะเห็นผู้ใหญ่หลายคยพอใกล้เกษียนก็จะเข้าหาธรรมชาติใช้ชีวิตสงบ
อยู่ในบ้านสวน คือ มีหลายเรืื่องที่เราไม่เคยเข้าใจแม่ หลายเรื่องเข้าใจแล้ว แต่ก็มีอีกที่ยังไม่เข้าใจ

 
             ทำไมแม่สอนอะไรไม่ฟัง!

 
              เคยได้ยินคำอะไรแบบนี้มั้ย? เราเป็นเด็กดื้อเหมือนกันเนอะ 
              เป็นพวกที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ จะเชื่ออะไรนี่ย๊าก ยาก เหลือเกิน แต่ทำไมพอเจอแล้วนี่จำเหลือเกิน  แบบหนูไม่อยากทำงานที่ต้องเจอคนเยอะๆ ชอบทำงานเงียบๆสงบๆอะ  แล้วนี่แกมาเป็น อินทีเรีย

แล้ว.....  แทบไม่ต้องสงบเลยค่ะ พูดทั้งวันเลย ไปไซต์คุมงาน ติดต่อคนโน้นคนนี้ จัดการสารพัด

ก็........   หนูบอกแล้วว่าหนูไม่ชอบอะ  ไม่อยากทำอะ

             แม่สอนแล้วก็จำไว้นะลูก  อยู่ในป่าคนเดียวจะได้ไม่ต้องเจอกับใคร

 
 มีหลายเรื่องที่แม่บอก แต่เราไม่เชื่อ เราไม่คิดว่าแม่จะแม่นแบบมีตาทิพย์
แต่มันเป็นไปแล้ว แม้เราจะอาบน้ำร้อนทุกวัน แต่แม่คงจะอาบบ่อยกว่าเราก็เลยรู้อะไรมาเยอะแยะ
มีคนที่นิสัยเคี่ยวกว่าแม่เยอะแยะ มีคนที่พูดจาแย่ๆ มีคนนิสัยแปลกๆน่ารำคาญ แบบรับไม่ได้
เราไม่ได้สนใจ เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้สำคัญอะไร เพราะถ้าเราไปสนใจสิ่งเหล่านั้นมันก็จะทำให้เรา
เสียความรู้สึกเปล่าๆ แต่ถ้าเกิดว่าแม่โทรมากลุ้มๆ วีนๆ เราเริ่มรู้สึกแล้วเพราะว่ามันสำคัญ
เวลาที่แม่บ่น เราจะปล่อยให้แกพูดไป บางทีแกไม่ต้องการคำพูดอะไร แต่ถ้าเราฟังแกแล้วไม่ทำท่าแย่ๆใส่
แกก็จะดีขึ้นเอง ทำให้เรานึกขึ้นได้เลยเอามาใช้บ้าง

 
        มีนิติบุคคลที่นึงเคี่ยวมาก แล้วไซต์นี้ก็มีปัญหาเพราะช่างที่จ้างมาไปสร้างวีรกรรมไว้เยอะ
แล้วหัวหน้าเป็นทอมโหดมาก พูดจาแบบไร้ความเมตตาปราณีบ้าอำนาจมากมาย เค้าจะพูดเหน็บแนม
บุคคลิกภาพแย่ยากต้อการให้อภัยได้มากแค่ไหน  เราต้องไม่เฟล เราต้องพูดคุยอย่างเป็นมิตร
ยิ้ม (ไม่ถึงขั้นเบิกบานมาก) มีสติ แก้ปัญหา หาทางออกต่างๆ ทั้งที่ใจนี่โคดเกลียดมันเลย เซ็งในอารมณ์มาก
คือ ปกติไม่ใช่แบบคนแบบนั้นแน่ๆ เกลียดการพบปะผู้คนอยู่แล้ว ยิ่งไปเจอคนเคียวๆโหดๆนี่ อยากจะหนีไปให้ไกลๆ
 
        ไม่แน่ใจว่าเราเขียนไปกี่รอบแล้วนะว่างานอินทีเรียไม่ใช่งานที่เรานึกภาพไว้ตั้งแต่ตอนเรียน
คือ ไม่นึกว่ามันต้องทรหดขนาดนี้ แบบอยากเป็นพนักงานออฟฟิสดูดีมีสกุลอะไรเงี้ย (นี่ไม่ใช่ที่หนูคิดไว้)
แม่ก็จะพูดว่า "นี่แม่บอกแล้วไง"  ไม่ต้องเลยแม่ ชอบซ้ำเติมหนู

         มีพี่คนนึงเค้าพูดว่าเดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่ทำ3dเก่งๆทั้งนั้น ถ้าเราไม่เก่งเราก็สู้เด็กพวกนี้ไม่ได้ โดนแย่งงานหมด
โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่าถูกแค่ครึ่งเดียวนะ มันไม่ถูกทั้งหมด ก็ดีที่เด็กรุ้นนี้ออกแบบใช่คอมใช้เทคโนโลยีกันเก่ง
แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ยากหรอกเรื่องเทคโนโลยี มีโทเดล มีบล็อคที่เค้าสร้างมา เอามาจัดๆวางๆ ตั้งค่าแสง คอมแรงๆ
องค์ประกอบศิลป์ การฝึกฝน perspectiveก็ดูสวยแล้ว  แล้วไง ก็ขายได้ แต่อินทีเรียไม่ใช่แค่ในกระดาษ
ทำรูปแล้วไม่จบ มันแค่การสร้างฝันให้ลูกค้า ถ้าเราไม่รู้เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆแน่นอนเราสู้เด็กรุ้นใหม่ไม่ได้
เราไม่รู้ว่าวัสดุอะไร ความหนา ชนิด สีสัน (ปลีกย่อยไปแบบว่าใช่อะไรถูกและดีกว่า) ระยะเวลาการสั่ง การผลิต
การขนส่ง จิปาฐะนานาชนิด ของสารพัดยี่ห้อก็ไม่เหมือนกัน มันมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่าแค่การทำภาพสามมิติ
ทุกอย่างมีความสำคัญหมด พื้นฐานทุกอย่างจำเป็นที่ต้องนำมาใช้ประกอบกัน ให้ออกมาเป็นงานจริง
ถ้าทำมาแล้วช่างสร้างไม่ได้ หรือสร้างมาแล้วสวยแต่ไม่ทนทาน ไม่มีประโยชน์ มันก็ไม่ตอบสนองการออกแบบเท่าไหร่
แต่เราคิดว่าไม่มีใครรู้ทุกอย่างในวันสองวันได้หรอก ความแก่(ประสบการณ์) ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเอง

 
        เขียนมาตั้งนาน ว่าจะลงท้ายว่าปีนี้เป็นปีที่ชง  แรงงงมาก  ไม่ต้องบอกว่าวุ่นวายมากแค่ไหน
ถ้ามีมากกว่านี้คงได้มาบ่นอีกแน่นอน  ถ้าวันไหนซื้อชานมไข่มุกมากินแสดงว่าเราให้รางวัลกับความเครียด
เพราะโหมดประหยัดต้องเสียแน่ๆ ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่เราว่าแพง 40แหนะ ใครจะไปซื้อกินทุกวัน
สตาร์เบื๊อกนี่รอเงินเดือนขึ้นค่อยกินกันเลยทีเดียว

 
         พรุ่งนี้ต้องไปไซต์ (สิ่งที่เราใช้ปลอบใจตัวเองเวลาไปไซต์)
คือ เราจะเริ่มทำเป็นว่า การตื่นแต่เช้านั่งรถไฟฟ้าเบียดเสียดผู้คนเป็นการฝึกเอาตัวรอดในภัยพิบัติ
เดินไปไซต์ร้อนเหงื่อแตกไกลก็ไกล ไม่นั่งมอไซค์ เราจะได้เอาค่ามอไซค์ไปซื้อข้าวกิน การที่ไม่มีที่นั่งในไซต์
เสียงเครื่องจักร ช่างผู้ชายมากมาย ฝุ่น สารเคมี จะทำให้เราอดทน เราจะได้เรียนรู้เคล็ดวิชาจากช่าง 
เค้าบุดดหนังยังไง ต่อฟองน้ำยังไง ใช่อุปกรณ์อะไรบ้าง
 
          เราจะพบอาแป๊ะแก่ๆผู้เชียวชาญงานวิชาชีพอยู่บ่อยๆ  เค้าคือท่านผู้เฒ่าผู้มีพละงพิเศษกล้าแกร่ง
เราเป็นรุกกี้ เด็กฝึกหัดเราควรไปแอบเก็บเคล็ดวิชาเค้ามา
บางทีเราอดทึ่งในความสามารถช่างต่างๆ บางทีเราเขียนแบบไม่ละเอียดเท่าไหร่แต่ช่างก็ทำของเค้าได้
เรายังรู้อะไรน้อยมาก แค่ทำ3dเป็นก็แค่นั้น  เราสำคัญตัวผิดเหรอเนี้ย! เราคิดแบบนั้นบ่อยๆนะ
จะทำเป็นวีนช่างว่าทำไมไม่เหมือนแบบเปะๆมันไม่ถูก (อยากให้ลูกค้าบางคนเข้าใจอะไรบ้างเหมือนกัน)
วันนี้ไปเจอมาก็แอบเซ็งสลดจิตเหลือเกิน จน.=เจ้านาย  จน.เราแนะนำว่าทำพื้นปูนขัดมันแล้วก็ตีเส้นแบ่งเป็นช่วงๆ
จะได้ลดการแตกเวลาที่เป็นแผ่นเล็กจะได้ซ่อมเป็นจุดๆ คุณลูกค้าบอกว่าไม่ชอบเส้นๆ (ทำจริงๆเราว่าก็ไม่น่าเกลียดเลยนะ)แทบไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ไม่เอา ไม่สนเอาเต็มๆ ถ้ามันแตกก็แตกไปเอาปูนมาโป๊ะปะๆ สวยดี
นี่ไม่อยากบอกว่า ไม่ใช่ว่าปูนเป็นอนุภาคเดียวกับดินน้ำมันนะจะได้เอามาแปะเฉยๆได้
ผ่านไปแป๊บเดียวมันก็ร่อนแล้วดิคะ  ร่อนแล้วต้องโป๊ะใหม่เรื่อยๆงั้นเหรอ น่าเกลียดอะ
ลูกค้าชอบดิบๆ แต่แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องแล้วอะ เป็นพื้นดินน่าจะดีกว่าปลูกพืชได้อีกต่างหาก

 
    คือมีข้อมูลทางเทคนิคทางการก่อสร้างที่เราควรรู้ไว้ เพราะเราต้องประสานงานกับหลายฝ่ายมาก
(รวมถึงนิติบุคคลเคี่ยวๆด้วย)  
แล้วสิ่งหนึ่งที่เราควรเข้าใจก็คือ ความสวยงาม มันเป็นเรื่องการรับรู้ของแต่ละคน
ไม่ควรไปสรุปว่าแบบนี้ไม่สวย แบบนี้เชย แก่ ไม่เดิ้นเลย มันแล้วแต่คนเค้าจะคิด
เราให้ข้อคิดเห็นได้ แบบสร้างสรรค์ ไม่ควรไปตืว่าเฉยๆ แต่อาจจะบอกว่ายังไงจะดีกว่าเหมาะกว่า
(คุณลูกค้าโปรดเข้าใจด้วยนะคะ) จะมีการเหน็บแนมบุคคลต่างๆมาเป็นระยะเนื่องจากความหมั่นไส้
"ผมไม่ชอบมันดูเหมือนบ้านของคนแก่ เชยๆ น่าเบื่อๆ"
ได้ฟังแบบนี้แน่นอนเค้าพูดตรงๆ เราเกิดช็อคตรงๆ แล้วเค้าก็บอกว่า "นี่ผมบอกว่าผมพูดตรงๆนะ"
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกค้าเคยพูดคำพูดทำร้ายจิตใจ แต่ยังทำตัวไม่ชินสักที
theme ก็ยังไม่ให้มา บอกว่าloftเฉยๆ มันเป็นอะไรก็ได้ "ความสวยงาม เกิดขึ้นแตกต่างกันแต่ละบุคคลไม่ใช่เหรอ
ไปบอกสิว่า Barbara  Barry ดูแก่ๆน่าเบื่อ  มันไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย ไม่งั้น ralph lauren ก็เป็นคุณปู้คุณทวดแล้ว
แล้วบอกว่าชอบแนว Ando มันช่างขัดแยังอะไรแบบนั้น แล้วบอกว่าชอบดิบๆ  (เดวขอเป็นลมก่อน)
ต้องมานั่งกล่อมเกลาจิตใจแล้วทำงานต่อไป บำบัดสุขภาพจิต จะได้เข้าใจจิตใจผู้อื่นมากขึ้น


ร้องเป็นเพลง

     ฉันชอบดิบๆ แนว Tadao Ando แบบที่ทำมานั้นมันแก่น่าเบื่อๆ  ขอสวนแบบDouble Spaceนั้นได้มั้ย
ชั้นจะได้เอาไปทำสวนแนวตั้งน่ะ แบบพารากอนน่ะ เอาไปไว้ช่วงก่อนบันไดก็ดีนะ  พอเดินเข้ามานี่เกิดImpact
อย่างแรงเลยฮิ เอาให้มันทิ่มตาไปเลย ขอบ่อตื้นๆเอาไปเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย อย่างปลาตีนด้วย แล้วก็ปลูกเฟิร์น
ไม่เอาบันไดตรงโน้นตรงนี้ ไม่เอาบันไดไว้หนีไฟบ้างหรือจ้ะ เอาไปยื่นเขตนี่เค้าจะให้ผ่านมั้ยค่ะ แล้วอยากบอก
อะไรอีกอย่างนะคะ ใบเสนอราคานี้ไม่รวม landscape Designนะเออ หัวเราะคิกคักอะไรกันคะ เราเหนื่อยใจนะคะ
เข้าใจอะไรง่ายๆนะคะ ที่ว่ามามันดูไม่เข้าขัดแย่งกันจังเลยนะคะ ดิบ เถื่อน แบบอันโดะ สวนแนวตั้งมีปลาตีน
หนูไม่เข้าใจ หนูปวดหัวมึนตึบ หนูไม่เข้าใจคนแก่ ลัลล้าๆ  ไปคุมไซต์กันดีกว่า สุขใจกว่าเจอป๋าคนนี้ คนนี้ที่เป็นลูกค้า
ลา ลา ลา ลัล ล้า   
 
                                                                 -จบ-




 
      

ไปไซต์มา

posted on 10 Jan 2012 18:14 by mintd  in Diary  directory Diary
 
มาแปะรูปไว้เพราะลองดูไปดูมามันสวยดี
แต่บรรยากาศที่ไปมามันไม่ได้อาร์ทแนวอะไรอย่างนั้นเลย
เป็นไซต์ที่เรารู้สึกว่าน่ากลัวที่สุดเท่าที่ไปมา
เป็นงานrenovate ตึกแถวมาทำออฟฟิสนี่แหละ
มองไปมองมามีอะไรให้ทุบเยอะเลยนะเนี้ย
จะได้ออกแบบสไตล์ลอฟท์ซะที มีงานสนุกๆให้ทำแล้ว
ค่อยมีกำลังใจทำงานหน่อย (แต่ไม่รู้ลูกค้าเรื่องมากป่าว)
กะหาอิมเมจมาก่อน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชอบภาพนี้มาก ถ้าเป็นพวกชอบของเก่า
 

 
 
ห้องลิฟท์เก่า คือคนอื่นวิ่งหนีกันหมดอินี่มาถ่ายคนเดียว
แล้วพอลงบันไดก็โดนหลอกให้ตกใจซะงั้น
 
 
 
 
 
เป็นไซต์ที่ทำเลใจกลางเมืองมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีตึกน่ากลัว ร้างๆแบบนี้อยู่
สู้เว้ย 
 
 
 

ช่วงเก็บตัว

posted on 06 Jan 2012 13:45 by mintd  in Diary
      จริงๆแล้วตอนนี้ควรจะนั่งแก้แบบและเรนเดอร์เฟอร์นิเจอร์ แล้วก็ออกแบบร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า
แต่ตอนนี้อารมณ์ติส ลัลล้าเข้าสิง ถ้าเกิดว่าเรารู้ว่าตัวเองทำงานเร็วแล้วปั่นแป๊บๆก็เสร็จ
มันจะเกิดอาการขาดไฟลนก้นให้เสร็จ เพราะจะนึกว่าอีกนิดเดียวก็เสร็จๆ ขอสักหนึ่งชั่วโมงอะไรงี้่
(นี่คือนิสัยเสียของเรา) โดยเฉพาะเป็นงานที่แก้แล้วแก้อีกและไม่น่าสนใจ เราจะดองไปสัก1วัน
 
     ปกติแล้วถ้าเจ้านายสั่งงานมาบ่ายๆ ก็พยามทำก่อนเลิกงานให้เสร็จ 
เพราะช่วงนี้ไปเข้าไซต์บ่อย ไม่อยากค้างคางานเอาไว้ให้ใครถามถึง
แต่รู้สึกตั้งแต่เมื่อวานนั่งดูยูทูบ ติดงอมแงม นั่งดูคอนเสริ์ตคนโน้น คนนี้
ก็เริ่มจะทำตัวตามสบายไปหน่อย

 
     สิ่งที่ค้างคาที่ยังไม่ได้ทำ และต้องสะสางในช่วงนี้

1.อ่านหนังสือสอบใบประกอบวิชาชีพ (พยายามจะตือนตัวเองอยู่ทุกวี่ทุกวัน)
2.อ่านหนังสือเรื่อง ในสวนลับ ของฟรานเซส ฮอดจ์สัน เบอร์เน็ตต์ 
   คือ วันก่อนที่คอนโดไฟดับ ไม่มีอะไรทำ กลัวความมืดก็เลยลงไปนั่งในห้องสมุด
แล้วก็นั่งอ่านเรื่องนี้ไปได้30หน้า ชอบเนื้อเรื่องมากดูคลาสสิคแล้วก็ชวนให้นึกถึงชนบทในประเทศอังกฤษ
ก่อนหน้านี้เคยอ่านเรื่อง เจ้าหญิงน้อย ของนักเขียนคนนี้เหมือนกัน ถ้าเราได้อ่านตั้งแต่เด็ก
เราต้องเอา 'ซาร่า ครูว์' เป็นไอดอลในดวงใจคนนึงแน่ๆ เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน
ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราสามารถเลือกที่จะเป็นเจ้าหญิงได้ คนเราไม่มีชนชั้น สิ่งที่เราทำบ่งบอกสิ่งที่เราเป็น
จะเห็นได้ว่าคนเขียนแอบแทรกเรื่องซีเรียสไปเนียนๆกับวรรณกรรมเด็กได้อย่างที่เราไม่เบื่อเลย
เพราะคนเราชอบนึกว่าเราเกิดมาเพื่ออยู่ในโลกอย่างมีความสุขสนุกสนาน แต่ชีวิตก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดเวลา
เราสามารถอยู่ในโลกได้ทุกแบบ เรามีทั้งความสุขได้ แล้วก็พร้อมจะเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายต่างๆ
(เอาเป็นว่าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลินดีเหมือนกัน) แต่อาจจะต้องอ่านหนังสือสอบให้ได้เยอะๆแล้วเบื่อค่อยไปอ่าน
 
 
นอกนั้นก็รอได้ (ยังนึกไม่ออกตอนนี้ต่างหาก) ช่วงนี้งดสังสรรค์พบปะผู้คนเพราะอ่านหนังสือ
ต้องสอบให้ผ่านๆ 
 
 
เรารู้สึกมีความสุขมากเลยเวลาที่ได้อ่านหนังสือในห้องสมุดที่คอนโด 
เหตุผลคือ มันใหม่มาก (ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มีใครอ่านก่อนเรา)
นอกจาหน้ากระดาษยังไม่ยับแล้ว มันยังเรียบร้อยสวยงาม มีแต่หนังสือใหม่ๆที่ไม่ต้องซื้อ
มีเป็นเซ็ตปกแข็ง มีนิยายสารพัดอย่างที่เราเคยอยากได้แล้วไม่มีตังซื้อ
เราคิดว่าเป็นโชคดีของเราแล้วที่คนอื่นเค้าไม่ชอบอ่านหนังสือเล่มหนาๆ
มันทำให้เราได้อ่านหนังสือที่ใหม่เอี่ยมอ่องก่อนใคร ขอบคุณทุกคนที่ไม่ชอบเข้าห้องสมุด
ขอบคุณทุกคนที่ชอบนั่งเล่นไอแพด ไอโฟน  จริงๆเราก็อยากเล่นบ้าง แต่ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะมี
เพราะเรายังต้องเก็บตังไปทำอีกหลายอย่างเลยต้องยกความอยากได้นี่ไว้ทีหลัง
 
ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บตัว แล้วบางทีเราก็อาจจะหมกมุ่นมาก
หมกมุ่นกับการทำงาน หมกมุ่นกับการอ่านหนังสืิอ
และเสาะหาฟังเพลงในยูทูบมากไป และไม่อยากเจอใครเพราะยังไม่พร้อม
ที่จะเสียตัง และเสียเวลา รอให้ผ่านการสอบไปก่อนนะ แล้วเราจะเต็มที่กับทุกๆอย่างๆ
 
จบๆๆ การรายงานข่าวความคืบหน้า