ตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตกำลังวิกฤตอย่างมากประมาณปลายปีที่ผ่านมา แบบที่ไม่ได้รู้สึกไปเอง
แบบที่ไม่ได้เกี่ยวกับยิ่งอายุมากยิ่งต้องมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้ยมามากตามไปด้วย
ปีนี้เป็นปีมังกร ครบรอบที่เราเกิดมา2รอบพอดี และไม่แน่ใจนักว่าตอนที่ครบ 1รอบแรก
เราเป็นยังไง
แต่เท่าที่จำได้มันเป็นปีที่เราคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงชีวิตเรามากเหมือนกัน
จำได้ว่า ตอนอายุ12ปี หรือก่อนหน้านั้นนิดหน่อย เราได้เริ่มหันมาวาดรูปอย่างจริงจัง
เรียนวาดรูปกับอาจารย์คนนึงที่เค้าจบจิตรกรรมจากศิลปากร แน่นนอนว่าตอนเด็กเราก็ไม่เข้าใจ
ถึงศิลปะมากนัก ทำไปตามความคิดประสาเด็ก ทำไปตามใจตัวเอง เค้าให้ไปประกวดอะไรก็ไป
(ส่วนใหญ่จะได้ทำโน่นทำนี่เพราะคนรอบข้าง) ไม่ได้เป็นพวกขวนขวายอะไรเองเอาซะเล้ย
แม่ดัน ครูดันทั้งนั้น ก็ต้องขอขอบคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านนะคะที่ลูกศิษย์ท่านได้มาทางนี้แล้ว
กว่าเค้าจะดันจะเข็นกันสำเร็จก็เล่นเอาเหนื่อยมากเหมือนกัน คงมีเสียน้ำตา มีดราม่ากันเยอะ
แต่ด้วยตอนนั้นไม่ได้เขียนบันทึกอย่างจริงจังก็เลยไม่แน่ใจตัวเองสักเท่าไหร่ ว่าทำตัวมีปัญหาบ้างรึเปล่า
หรือจะเป็นแบบปัจจุบันที่ เดินทางสู่ปัญหาแบบมึนๆ เราเชื่อว่าไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องมีช่วงวิกฤต
ช่วงที่แบบว่าอยากกรี๊ด ไม่เข้าใจโลก อะไรไม่ได้อย่างใจ และมีหลายอย่างเค้ามาถาโถมมากมาย
กันทุกคน
สิ่งที่เราเรียนรู้มาเกือบ24ปี สิ่งที่จะชนะทุกอย่างคือ ความอดทน ความถึกจะทำให้เราผ่านพ้น
สิ่งสารพัดสารพันที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยยากในการดำรงชีวิต ความฉลาดอย่างเดียวไม่ทำให้เราชนะอุปสรรคได้
ความถึกคือ สุดยอดพลัง strengh ตอนแรกเราไม่ค่อยเชื่อเนื่องจากเด็กน้อยโง่เขาเบาปัญญาอ่อนต่อโลก
อาศัยอยู่ในโลกส่วนตัวอย่างเรา ถูกปลูกฝังมาว่าจะเจริญก้าวหน้าต้องเรียนให้เก่งๆ ต้องทำงานได้ตังเยอะๆ
ต้องมีหน้าที่การงานดีๆสูงๆ
ข้อสรุปคือ ไม่มีอะไรตายตัวแบบนั้นบนโลกใบนี้ มีปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย
ที่ทำให้เราไม่เป็นแบบนั้น เอ๊ะ! เราเรียนตำรามาผิดเล่มรึเปล่า เราอ่านหนังสือมาน้อยเกินไปเหรอ เราไม่ตั้งใจเรียนรึไง?
เกียรตินิยมเป็นแค่คำพูดสวยหรูเอาไว้ให้อมยิ้มกับตัวเองเล่นๆ ม้นไม่ดีแน่ๆถ้าจะบ้าเห่อเอาไปอวดชาวบ้านบ่อยๆ
เราจะดูเป็นพวกชอบอวดเกินไป และที่ทำงานก็ไม่เห็นให้ตังเราเพิ่มขึ้นสักหน่อย มันไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำไป
และตังก็ได้น้อยๆเท่าเดิม นั่งกลุ้มกุมขมับ นี่เราเรียนอะไรมาผิดพลาดป๊ะเนี้ย? ทำไมเรายังต๊อกต๋อยง่อยเปลี้ย
ทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำงานห่วยกว่าชาวบ้านเค้า ขยันขวนขวายความรู้ แล้วก็ไอเดียก็โอเค ทำไมเรายังไปไม่ถึงไหนเนี้ย?
คือ ไอ้ความคิดเนี้ยมันต้องมีบ้าง เพราะข้อมูลที่ได้มา อินทีเรียไม่น่ายากจนปานนี้ ยิ่งโดนแม่เอาไปเปรียบกับคนโน้น
คนนี้ยิ่งฝ่อเข้าไปใหญ่ ตัวหดเท่าไม้ขีด จะให้ทำใจยอมรับน่ะได้ แต่ต้องมีอารมณ์ฝ่อบ้างแหละเวลาโดนเปรียบ
ที่เราทำขั้นต่อไปคือพยายามขยันหางานเพิ่ม ทำๆไปคนรู้จัก แต่รู้สึกจะเป็นการกุศลซะมากกว่า สงสัยเราจะหน้าตาซื้อบื้อ
แบบเป็นองกรไม่แสวงหาผลกำไร ก็เลยโดนเค้าโกงอยู่เรื่อย ต้องอดทน ต่อสู้! สู้โว๊ยๆ บอกกับตัวเองตลอดเวลา
บางครั้งคนเราก็มีหนทางเป็นของตัวเองแบบที่ไม่มีใครบอกได้ แต่เราคิดว่าก่อนอื่นต้องหาแรงจูงใจ
เป้าหมายให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรามักจจะมีความอยากตลอดเวลา ทำสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ถ้าทำไม่สำเร็จนี่จะโดน
หม่ามี๊ทับถมบ่อยมาก ทำให้เราเจ็บใจ เจ็บใจแล้วต้องพยายามอีก เป็นการเลี้ยงลูกที่ซาดิสมากแม่ฉัน
ถ้าฟังเราแม่ลูกคุยหกันจะเหมือนทะเลาะกันมากกว่า แต่แรงบันดาลใจของเราก็มากจากแม่เหมือนกัน
เราไม่เคยเข้าใจว่าคน คนเดียวจัดการอะไรมากมายหลายอย่างได้ยังไงโดยไม่มีคนช่วย แค่เราใช้ชีวิตประจำวันเอง
ก็จะแย่แล้ว ขอบอกก่อนว่าการเป็นวัยรุ่นที่ว่ามันเหนื่อย เราว่าการเป็นวัยทำงานมันเหนื่อยกว่าเยอะ
1 อาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รู้ตัว
เสาร์-อาทิตย์ คือวันที่เอาแต่นอน บอกไม่ได้ว่าไปอดหลับอดนอนมาจากไหน ทั้งที่วันธรรมดา
ก็นอนสี่ทุ่มทุกวัน แถมเป็นสภาพแบบหลับมากินข้าว นั่งพัก เหนื่อย นอน ไม่ได้อาบน้ำแต่อย่างได้
คือถ้าไม่เหนื่อยขนาดนั้นจะอาบน้ำ แต่มันเป็นช่วงที่เหนื่อยมากงานเร่ง แถมมากันหลายงานรุมใส่
ตื่น ไม่อยากตื่น
นาฬิกาปลุก ไม่อยากตื่น สามารถทนเสียงนาฬิกาปลุกได้โดยไม่รำคาญ แม้จะตั้งปุกทุก5นาทีหลังจากนั้น
วงจรอุบาทว์มาเยี่ยมเยียนทุกวัน สวัสดีจ้า! สายแระ ชิบหาย!
ตอนนี้เราต้องจัดการหัวสมองแบบคิดได้ทำเลย เพราะจะลืมได้ง่ายมาก เพราะสิ่งที่ต้องทำมีมากเกินไป
ตื่นขึ้นมาระบบประหยัด save money save energy จะทำการเปิดทำงาน เราจะรู้คุณค่าของเงินเมื่อเราหาเอง
และมีมันอย่างจำกัด และเมื่อเรามีบ้านของตัวเอง มีหนี้ของตัวเอง มีบิลที่ต้องจ่ายเอง เราจะรู้สึกสะดุ้งเฮือก
ทุกเดือน บิลโทรศัพท์ค่าเนตมาทุกกลางเดือน แล้วค่าไฟ ค่าน้ำเดือนที่แล้วเล่นมา3เดือนติดกัน แทบกรี๊ด
แล้วเดือนนี้จ่ายค่าโทรศัพท์ไป2ครั้งเพราะบิลมันมาใกล้ๆกัน (หรือเพราะไม่ค่อยไปดูตู้จดหมายไม่รู้)
แทบจะสำนึกบุญคุณวงศ์ตระกูลที่ชุบเลี้ยงมา ยอมรับอายๆว่ายังขอตังพ่อแม่อยู่บ้างเพราะไม่พอกิน
แม่ก็จะบ่นๆว่า โตแล้วทำไมยังขอตังอีก ดูฝรั่งสิเค้าลาออกมาทำงานส่งตัวเองเรียนกันทั้งนั้น
เพื่อไม่ให้เป็นการทะเลาะเราก็จะขอเถียงแม่นิดนึง เราคิดว่าค่าครองชีพในประเทศเรามันไม่สมเหตุสมผล
แบบประเทศอื่นๆเค้า ของกินก็แพงแถมไซส์ที่ให้ก็มินิตามตัวคนไทยเหลือเกิน ไม่สมดุลอย่างแรง ยิ่งอยู่ในเมืองยิ่ง
ค่าใช้จ่ายเยอะเข้าไปอีก แบบว่าไม่อย่านึกเลยว่าถ้าตอนนี้เราลาออกมาหาเงินเรียนจะเป็นยังไง
ด้วยความคิดที่แสนขี้เกียจของตัวเองทำให้ยังไปไม่ถึงไหนจนถึงทุกวันนี้แหละ
ตอนนี้ปลูกผัก แต่ยังไม่โตยังกินไม่ได้ แล้วไม่รู้มันจะรอดให้ถึงวันที่กินได้รึเปล่าไม่รู้ รูปร่างยังไม่ใกล้เคียง
ผักกาดหอม ผักชีเลยสักนิด (ชาวสวนเค้าใส่อะไรทำไมมันออกมาเป็นผักให้เรากินได้) แม่ก็หันไปทำสวนเป็นงานอดิเรก
(อาจจะอดิเรกในความคิดแก) แต่ในความคิดเราแม่จริงจังในการทำสวนมาก พื้นที่1ไร่ แล้วยังไปซื้อเพิ่่มอีก
น้ำประปาก็ยังเข้าไม่ถึง ไฟฟ้าก็ยังไม่มี กว่าจะรดน้ำต้นไม่ครบปาไป3-4ชม. ไม่รวมใส่ฟางคลุมหน้าดิน ใส่ปุ๋ย พรวนดิน
การเป็นชาวสวนนี้ไม่ง่ายเลย กว่าจะโยกน้ำบาดาลหอบน้ำไปรถน้ำต้นไม้ ทำไมต้องมาลำบากลำบนอย่างนี้ด้วย
เราคิด คือมันต้นเล็กมากกว่าจะประคบประหงม 2-3ปีกว่าจะได้กิน ทางเข้าก็ทุรกันดารมาก แม่เอารถเก่งมาวิ่งเหมือนมันเป็นกระบะแถมเอาต้นไม้ จอมเสียม อุปกรณ์ต่างๆยัดได้แบบไม่ง้อรถใหญ่ เราละไม่เคยเค้าใจจริงๆ ถ้าเราอายุเยอะๆ
แบบนั้นความคิดเราจะเป็นแบบนั้นไหม เพราะเห็นผู้ใหญ่หลายคยพอใกล้เกษียนก็จะเข้าหาธรรมชาติใช้ชีวิตสงบ
อยู่ในบ้านสวน คือ มีหลายเรืื่องที่เราไม่เคยเข้าใจแม่ หลายเรื่องเข้าใจแล้ว แต่ก็มีอีกที่ยังไม่เข้าใจ
ทำไมแม่สอนอะไรไม่ฟัง!
เคยได้ยินคำอะไรแบบนี้มั้ย? เราเป็นเด็กดื้อเหมือนกันเนอะ
เป็นพวกที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ จะเชื่ออะไรนี่ย๊าก ยาก เหลือเกิน แต่ทำไมพอเจอแล้วนี่จำเหลือเกิน แบบหนูไม่อยากทำงานที่ต้องเจอคนเยอะๆ ชอบทำงานเงียบๆสงบๆอะ แล้วนี่แกมาเป็น อินทีเรีย
แล้ว..... แทบไม่ต้องสงบเลยค่ะ พูดทั้งวันเลย ไปไซต์คุมงาน ติดต่อคนโน้นคนนี้ จัดการสารพัด
ก็........ หนูบอกแล้วว่าหนูไม่ชอบอะ ไม่อยากทำอะ
แม่สอนแล้วก็จำไว้นะลูก อยู่ในป่าคนเดียวจะได้ไม่ต้องเจอกับใคร
มีหลายเรื่องที่แม่บอก แต่เราไม่เชื่อ เราไม่คิดว่าแม่จะแม่นแบบมีตาทิพย์
แต่มันเป็นไปแล้ว แม้เราจะอาบน้ำร้อนทุกวัน แต่แม่คงจะอาบบ่อยกว่าเราก็เลยรู้อะไรมาเยอะแยะ
มีคนที่นิสัยเคี่ยวกว่าแม่เยอะแยะ มีคนที่พูดจาแย่ๆ มีคนนิสัยแปลกๆน่ารำคาญ แบบรับไม่ได้
เราไม่ได้สนใจ เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้สำคัญอะไร เพราะถ้าเราไปสนใจสิ่งเหล่านั้นมันก็จะทำให้เรา
เสียความรู้สึกเปล่าๆ แต่ถ้าเกิดว่าแม่โทรมากลุ้มๆ วีนๆ เราเริ่มรู้สึกแล้วเพราะว่ามันสำคัญ
เวลาที่แม่บ่น เราจะปล่อยให้แกพูดไป บางทีแกไม่ต้องการคำพูดอะไร แต่ถ้าเราฟังแกแล้วไม่ทำท่าแย่ๆใส่
แกก็จะดีขึ้นเอง ทำให้เรานึกขึ้นได้เลยเอามาใช้บ้าง
มีนิติบุคคลที่นึงเคี่ยวมาก แล้วไซต์นี้ก็มีปัญหาเพราะช่างที่จ้างมาไปสร้างวีรกรรมไว้เยอะ
แล้วหัวหน้าเป็นทอมโหดมาก พูดจาแบบไร้ความเมตตาปราณีบ้าอำนาจมากมาย เค้าจะพูดเหน็บแนม
บุคคลิกภาพแย่ยากต้อการให้อภัยได้มากแค่ไหน เราต้องไม่เฟล เราต้องพูดคุยอย่างเป็นมิตร
ยิ้ม (ไม่ถึงขั้นเบิกบานมาก) มีสติ แก้ปัญหา หาทางออกต่างๆ ทั้งที่ใจนี่โคดเกลียดมันเลย เซ็งในอารมณ์มาก
คือ ปกติไม่ใช่แบบคนแบบนั้นแน่ๆ เกลียดการพบปะผู้คนอยู่แล้ว ยิ่งไปเจอคนเคียวๆโหดๆนี่ อยากจะหนีไปให้ไกลๆ
ไม่แน่ใจว่าเราเขียนไปกี่รอบแล้วนะว่างานอินทีเรียไม่ใช่งานที่เรานึกภาพไว้ตั้งแต่ตอนเรียน
คือ ไม่นึกว่ามันต้องทรหดขนาดนี้ แบบอยากเป็นพนักงานออฟฟิสดูดีมีสกุลอะไรเงี้ย (นี่ไม่ใช่ที่หนูคิดไว้)
แม่ก็จะพูดว่า "นี่แม่บอกแล้วไง" ไม่ต้องเลยแม่ ชอบซ้ำเติมหนู
มีพี่คนนึงเค้าพูดว่าเดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่ทำ3dเก่งๆทั้งนั้น ถ้าเราไม่เก่งเราก็สู้เด็กพวกนี้ไม่ได้ โดนแย่งงานหมด
โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่าถูกแค่ครึ่งเดียวนะ มันไม่ถูกทั้งหมด ก็ดีที่เด็กรุ้นนี้ออกแบบใช่คอมใช้เทคโนโลยีกันเก่ง
แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ยากหรอกเรื่องเทคโนโลยี มีโทเดล มีบล็อคที่เค้าสร้างมา เอามาจัดๆวางๆ ตั้งค่าแสง คอมแรงๆ
องค์ประกอบศิลป์ การฝึกฝน perspectiveก็ดูสวยแล้ว แล้วไง ก็ขายได้ แต่อินทีเรียไม่ใช่แค่ในกระดาษ
ทำรูปแล้วไม่จบ มันแค่การสร้างฝันให้ลูกค้า ถ้าเราไม่รู้เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆแน่นอนเราสู้เด็กรุ้นใหม่ไม่ได้
เราไม่รู้ว่าวัสดุอะไร ความหนา ชนิด สีสัน (ปลีกย่อยไปแบบว่าใช่อะไรถูกและดีกว่า) ระยะเวลาการสั่ง การผลิต
การขนส่ง จิปาฐะนานาชนิด ของสารพัดยี่ห้อก็ไม่เหมือนกัน มันมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่าแค่การทำภาพสามมิติ
ทุกอย่างมีความสำคัญหมด พื้นฐานทุกอย่างจำเป็นที่ต้องนำมาใช้ประกอบกัน ให้ออกมาเป็นงานจริง
ถ้าทำมาแล้วช่างสร้างไม่ได้ หรือสร้างมาแล้วสวยแต่ไม่ทนทาน ไม่มีประโยชน์ มันก็ไม่ตอบสนองการออกแบบเท่าไหร่
แต่เราคิดว่าไม่มีใครรู้ทุกอย่างในวันสองวันได้หรอก ความแก่(ประสบการณ์) ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเอง
เขียนมาตั้งนาน ว่าจะลงท้ายว่าปีนี้เป็นปีที่ชง แรงงงมาก ไม่ต้องบอกว่าวุ่นวายมากแค่ไหน
ถ้ามีมากกว่านี้คงได้มาบ่นอีกแน่นอน ถ้าวันไหนซื้อชานมไข่มุกมากินแสดงว่าเราให้รางวัลกับความเครียด
เพราะโหมดประหยัดต้องเสียแน่ๆ ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่เราว่าแพง 40แหนะ ใครจะไปซื้อกินทุกวัน
สตาร์เบื๊อกนี่รอเงินเดือนขึ้นค่อยกินกันเลยทีเดียว
พรุ่งนี้ต้องไปไซต์ (สิ่งที่เราใช้ปลอบใจตัวเองเวลาไปไซต์)
คือ เราจะเริ่มทำเป็นว่า การตื่นแต่เช้านั่งรถไฟฟ้าเบียดเสียดผู้คนเป็นการฝึกเอาตัวรอดในภัยพิบัติ
เดินไปไซต์ร้อนเหงื่อแตกไกลก็ไกล ไม่นั่งมอไซค์ เราจะได้เอาค่ามอไซค์ไปซื้อข้าวกิน การที่ไม่มีที่นั่งในไซต์
เสียงเครื่องจักร ช่างผู้ชายมากมาย ฝุ่น สารเคมี จะทำให้เราอดทน เราจะได้เรียนรู้เคล็ดวิชาจากช่าง
เค้าบุดดหนังยังไง ต่อฟองน้ำยังไง ใช่อุปกรณ์อะไรบ้าง
เราจะพบอาแป๊ะแก่ๆผู้เชียวชาญงานวิชาชีพอยู่บ่อยๆ เค้าคือท่านผู้เฒ่าผู้มีพละงพิเศษกล้าแกร่ง
เราเป็นรุกกี้ เด็กฝึกหัดเราควรไปแอบเก็บเคล็ดวิชาเค้ามา
บางทีเราอดทึ่งในความสามารถช่างต่างๆ บางทีเราเขียนแบบไม่ละเอียดเท่าไหร่แต่ช่างก็ทำของเค้าได้
เรายังรู้อะไรน้อยมาก แค่ทำ3dเป็นก็แค่นั้น เราสำคัญตัวผิดเหรอเนี้ย! เราคิดแบบนั้นบ่อยๆนะ
จะทำเป็นวีนช่างว่าทำไมไม่เหมือนแบบเปะๆมันไม่ถูก (อยากให้ลูกค้าบางคนเข้าใจอะไรบ้างเหมือนกัน)
วันนี้ไปเจอมาก็แอบเซ็งสลดจิตเหลือเกิน จน.=เจ้านาย จน.เราแนะนำว่าทำพื้นปูนขัดมันแล้วก็ตีเส้นแบ่งเป็นช่วงๆ
จะได้ลดการแตกเวลาที่เป็นแผ่นเล็กจะได้ซ่อมเป็นจุดๆ คุณลูกค้าบอกว่าไม่ชอบเส้นๆ (ทำจริงๆเราว่าก็ไม่น่าเกลียดเลยนะ)แทบไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำ ไม่เอา ไม่สนเอาเต็มๆ ถ้ามันแตกก็แตกไปเอาปูนมาโป๊ะปะๆ สวยดี
นี่ไม่อยากบอกว่า ไม่ใช่ว่าปูนเป็นอนุภาคเดียวกับดินน้ำมันนะจะได้เอามาแปะเฉยๆได้
ผ่านไปแป๊บเดียวมันก็ร่อนแล้วดิคะ ร่อนแล้วต้องโป๊ะใหม่เรื่อยๆงั้นเหรอ น่าเกลียดอะ
ลูกค้าชอบดิบๆ แต่แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องแล้วอะ เป็นพื้นดินน่าจะดีกว่าปลูกพืชได้อีกต่างหาก
คือมีข้อมูลทางเทคนิคทางการก่อสร้างที่เราควรรู้ไว้ เพราะเราต้องประสานงานกับหลายฝ่ายมาก
(รวมถึงนิติบุคคลเคี่ยวๆด้วย)
แล้วสิ่งหนึ่งที่เราควรเข้าใจก็คือ ความสวยงาม มันเป็นเรื่องการรับรู้ของแต่ละคน
ไม่ควรไปสรุปว่าแบบนี้ไม่สวย แบบนี้เชย แก่ ไม่เดิ้นเลย มันแล้วแต่คนเค้าจะคิด
เราให้ข้อคิดเห็นได้ แบบสร้างสรรค์ ไม่ควรไปตืว่าเฉยๆ แต่อาจจะบอกว่ายังไงจะดีกว่าเหมาะกว่า
(คุณลูกค้าโปรดเข้าใจด้วยนะคะ) จะมีการเหน็บแนมบุคคลต่างๆมาเป็นระยะเนื่องจากความหมั่นไส้
"ผมไม่ชอบมันดูเหมือนบ้านของคนแก่ เชยๆ น่าเบื่อๆ"
ได้ฟังแบบนี้แน่นอนเค้าพูดตรงๆ เราเกิดช็อคตรงๆ แล้วเค้าก็บอกว่า "นี่ผมบอกว่าผมพูดตรงๆนะ"
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกค้าเคยพูดคำพูดทำร้ายจิตใจ แต่ยังทำตัวไม่ชินสักที
theme ก็ยังไม่ให้มา บอกว่าloftเฉยๆ มันเป็นอะไรก็ได้ "ความสวยงาม เกิดขึ้นแตกต่างกันแต่ละบุคคลไม่ใช่เหรอ
ไปบอกสิว่า Barbara Barry ดูแก่ๆน่าเบื่อ มันไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย ไม่งั้น ralph lauren ก็เป็นคุณปู้คุณทวดแล้ว
แล้วบอกว่าชอบแนว Ando มันช่างขัดแยังอะไรแบบนั้น แล้วบอกว่าชอบดิบๆ (เดวขอเป็นลมก่อน)
ต้องมานั่งกล่อมเกลาจิตใจแล้วทำงานต่อไป บำบัดสุขภาพจิต จะได้เข้าใจจิตใจผู้อื่นมากขึ้น
ร้องเป็นเพลง
ฉันชอบดิบๆ แนว Tadao Ando แบบที่ทำมานั้นมันแก่น่าเบื่อๆ ขอสวนแบบDouble Spaceนั้นได้มั้ย
ชั้นจะได้เอาไปทำสวนแนวตั้งน่ะ แบบพารากอนน่ะ เอาไปไว้ช่วงก่อนบันไดก็ดีนะ พอเดินเข้ามานี่เกิดImpact
อย่างแรงเลยฮิ เอาให้มันทิ่มตาไปเลย ขอบ่อตื้นๆเอาไปเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย อย่างปลาตีนด้วย แล้วก็ปลูกเฟิร์น
ไม่เอาบันไดตรงโน้นตรงนี้ ไม่เอาบันไดไว้หนีไฟบ้างหรือจ้ะ เอาไปยื่นเขตนี่เค้าจะให้ผ่านมั้ยค่ะ แล้วอยากบอก
อะไรอีกอย่างนะคะ ใบเสนอราคานี้ไม่รวม landscape Designนะเออ หัวเราะคิกคักอะไรกันคะ เราเหนื่อยใจนะคะ
เข้าใจอะไรง่ายๆนะคะ ที่ว่ามามันดูไม่เข้าขัดแย่งกันจังเลยนะคะ ดิบ เถื่อน แบบอันโดะ สวนแนวตั้งมีปลาตีน
หนูไม่เข้าใจ หนูปวดหัวมึนตึบ หนูไม่เข้าใจคนแก่ ลัลล้าๆ ไปคุมไซต์กันดีกว่า สุขใจกว่าเจอป๋าคนนี้ คนนี้ที่เป็นลูกค้า
ลา ลา ลา ลัล ล้า
-จบ-