ไม่ได้เขียนบันทึกมานานมากตั้งแต่ย้ายที่ทำงาน ซึ่งตอนแรกกะจะเรียนต่อ
ไปๆมาๆก็มีอันต้องเลื่อนไปปีหน้า การทำงานก็ไม่เลวร้ายนักหรอก ก็เหมือนกับมีloop
วงเวียนชีวิตอันใหม่ มีใครเคยบอกว่าเป็นอินทีเรียก็ดีกว่าไปเป็นคนขายลูกชิ้นปิ้ง
ไม่แน่หรอกนะ เพราะการขายลูกชิ้นปิ้งน่าจะได้ตังเยอะกว่าก็ได้ แล้วก็ชิวกว่าอีกต่างหาก
ไม่ต้องมารีบปั่นงานส่งลูกค้า หรือพยายามคิดสร้างสรรค์ เค้นความคิดอยู่ตลอดเวลา
คิดไม่ออกก็ไม่ได้ แล้วบางทีก็ขาดคนเข้าใจในอาชีพเรา น้อยเนื้อต่ำใจน้ำตาตกในกระซิกๆเชียว
1
ยาคูลท์ ขวดละ8บาทนะเออ แต่ก็ไม่แพงเท่าไหร่หรอกเมื่อเทียบกับของกินอย่างอื่น
เข้ามินิมาร์ทซึ้อขนมทีต้องมีตังสัก 50บ. เพราะมี 20 อาจจะกินได้แค่น้ำอัดลมกะขนมอันละ 5บ. จิ๋วๆ
แล้วนิสัยโรคจิตเล็กๆของเราก็คือ ชอบกินนมเปรี้ยวขวดเล็กๆ(แต่เยอะๆ) คือกินเยอะแต่ไม่ซื้อขวดใหญ่
เป็นการหลอกตัวเองว่านี่กรุกินน้อยนะ (แต่กินทีละ5ขวด) หมดไป40บ. สู้ซื้อขวดใหญ่ดีกว่ามะ
แต่ยาคูลท์(มันไม่มีขวดใหญ่นี่หว่า)
2.
เมนูกบเคโรโระชวนชิมวันนี้ขอเสนอ ข้าวผัดอะไรก็ได้ (มันเป็นการเสียวงดวง) ถ้าตู้เย็นเหลืออะไรก็กินอันนั้น
สาเหตุของการกินแกลบสองสามเดือนนี้ก็คือ เดือนแรก ออกจากงาน เลยต้องขอตังแม่ เดือนที่สอง มือถือพัง
ต้องซื้อใหม่(เจือกซื้อแพงอีก) เดือนที่สาม ซื้อจักรยานและคอมก็พัง ต้องเอาไปซ่อมอีก ดังนั้นอย่าหวังว่าจะได้
กินอะไรเลิศหรูอลังการ ก็ดีเหมือนกันนะทำให้เราไม่ได้สนใจอยากกินอะไรแพงๆ และทำให้รู้ว่า ไม่ได้กินชูว์ครีม
ไม่ได้กินเค็ก ไม่ได้กินอาหารญี่ปุ่น ก็ไม่เป็นอะไร มันขึ้นอยู่ที่จิตใจมากกว่า แต่ก่อนก็ไม่มีอะไรพวกนี้ก็ยังอยู่กันได้
3
นี่คือสาเหตุของการกินแกลบ เจ้าจักรยานพับอันนี้ คือหน้าตาก็ไม่น่าจะแพง แถมเป็นมือสอง แต่ทำไมมันแพงฟระ
กัดฟันซื้อด้วยความอยากได้ ไม่ต้องเสียเงินค่าเดินทางไปทำงาน แต่ต้องเผื่อเวลาไว้สักหน่อย เพราะไงๆจะให้ไวปรู๊ดปร๊าด
แบบรถยนต์ มอไซค์ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แถมการขี่แต่ละวันค่อนข้างฝ่าอันตรายหน่อย เพราะนอกจากถนนจะแย่
หมาจะดุ รถก็ไม่ปราณีเราเลยให้ตายสิ แต่ก็มีข้อดีบ้างแหละ เช่นมีอะไรทำในวันหยุด ไปปั่นเล่นในสวนรถไฟ
(จนผ้าเบรคหลุดไปอันนึงเลยทีเเดียว) แล้วก็ปั่นไปทำงานได้ เพราะไม่ไกลมาก ประหยัดไปวันละ80บ.
เอาไปซื้อการ์ตูนอ่านได้หลายเล่ม แต่ช่วงแรกกินแกลบ แดรกลมไปก่อน เพราะจักรยานแพง
4
อย่างน้อยโลกนี้ก็ยังมีอะไรที่ได้ฟรีมาบ้างละน้อ (แต่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่) พอใช้ถูไถ แก้เซ็งไปได้บ้าง
ได้เลนส์ซูมมาอันนึง แต่โฟกัสยากมาก และต้องมีขาตั้งกล้อง เพราะ(โฟกัสยากจริงๆ อย่างที่บอกไปแล้ว)
แต่ก็สนุกดี ถ้าเอาไปถ่ายไรจุ๊กจิ๊กไร้สาระ ใจจริงอยากได้กลนส์ไวลด์มากกว่า แต่ได้มาฟรีก็คงจะเลือกอะไรไม่ได้สินะ
5
งานสถาปนิก มาถึงอีกแล้ว ไปมาอีกแล้ว ก็ไปมาทุกปีไม่รู้จะเล่าอะไรแระ มีบูทอลังๆหลายอันเหมือนกัน
5
ส่วนเรื่องงาน ตอนนี้ถึงตำแหน่งจะ Interior Designer แต่ในทางปฎิบัติแล้วจะกลายเป็น
3D Visualizer ซะมากกว่า สิงอยู่ในออฟฟิสหน้าคอมตลอดอาทิตย์เลย (ซึ่งจริงๆก็ชอบนะ)
แล้วจะบ่นอะไรวะเนี้ย คือ บ่นหน่อยเหอะ อยากจะบ่นอะ เพราะพี่ที่ทำ3D เค้าลาออกไปเปิดโรงแรม
เราเลยต้องกลายเป็น 3Dซะงั้น ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนเลยนะเนี้ย
เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ก็คงทำ 3d เป็นกันหมดแล้วแหละ เดี๋ยวนี้หาคนเขียนมือยากมาก
เพราะถึงพี่ดีไซน์เนอร์จะสเก็ตช์เปอร์สเปคตีฟมือเมพก็ตาม แต่ว่าลูกค้าบางคนก็ดูไม่ออก
เข้าใจอะไรยากซะเหลือเกิน ต้องแมททีเรียลเป๊ะ แสง เงา พร๊อพ เฟอร์นิเจอร์ ลายไม้อะไรนี่ต้องเหมือน
ทำแล้วต้องออกมาแบบในรูปเป๊ะๆ ก่อนจะลูกค้านี่ก็โดนพี่ซีเนียร์เคี่ยวแล้วเคี่ยวอีก
แต่ถือว่าเป็นความโชคดีของเรา เพราะทำให้เราได้เรียนรู้งานมากขึ้นในช่วงเวลาอันยุ่งยากลำบากนี้
แต่ก็ต้องขอบอกว่าไม่ง่ายสักเท่าไหร่เลยนะ เพราะต้องอาศัยเซนส์ในความเข้าใจ
จินตนาการ องค์ประกอบหลายๆอย่าง เพราะมันคล้ายๆกับการวาดภาพในคอม แต่มันไม่ใช่การวาด
มันเป็นการปั้นโมเดลแล้วใส่วัสดุ ใส่แสง แล้วเรนเดอร์ออกมา กับคอมแรงๆสักเครื่อง
สุดท้ายแล้วการฝึกฝนก็จะทำให้เราเก่งขึ้นเองนั่นแหละ สปีดที่ถือว่าพอรับได้ก็คือ
เรนเดอร์ให้ได้วันละรูป
พี่ออฟรุ่นพี่เราที่เป็นซีเนียร์ดีไซน์เนอร์ ต้องขอบคุณแกมากๆที่คอยแนะนำอะไรหลายๆอย่าง
ถึงพี่ออฟจะบ่นว่าเบื่อสไตล์วินเทจชิค (งานที่ได้รับมาแต่ละงาน) แต่แกสเก็ตช์มาสวยมาก
คือถึงจะแค่เป็นลายเส้นแต่ภาพในหัวที่เราคิดได้ กับวัสดุที่แกสเปคมา เฟอร์นิเจอร์ พร๊อพ อะไรต่างๆนาๆ
มันเข้ากันมาก ถึงเราไม่ได้ดีไซน์เองเป็นแค่คนทำเปอร์สเปคตีฟยังตื่นเต้นเลย คือภาพที่คิดได้ว่ามันต้อง
ออกมาสวยมากๆเลย แล้วก็ทำให้ได้แบบนั้น พอทำไปก็เรียกพี่แกมาดู แล้วก็ปรับแก้ตามอะไรก็ตามที่แกอยากได้
ตำแหน่งการจัดองค์ประกอบกรอบรูป รูปภาพอะไรพวกนี้ แบบรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมันก็สำคัญ
แล้วพอดีเราเป็นพวกจุกจิก ชอบทำอะไรเล็กๆน้อยๆด้วยก็เลยชอบ ทำๆแก้ๆก็ยังรู้สึกว่าสนุก
อะไรที่ได้มายากๆรู้สึกภูมิใจ แต่ก็ยังชอบบ่น(เหมือนเดิม)
เรนเดอร์เสร็จ พี่ออฟก็จะเอาไปแต่งรูปในโฟโต้ช็อปต่อ เพราะบางทีแกยังนึกสีหมอนไม่ออก
ก็ค่อยใส่ทีหลัง ไม่ก็โคมไฟที่เราหาโมเดลไม่ได้ บางทีรีบๆก็โฟโต้ช็อบเอา แล้วชอบที่พี่แกแต่งภาพ
ตามอารมณ์สไตล์บ้านแบบนั้น บางทีก็ทำให้ซีดๆเหมือนวินเทจ ทำไม้ให้เก่าๆดิบๆเข้าไปอีก
ที่พูดนี่คือชื่นชมนะ เป็นคนที่ละเอียดมากๆ จนเราละอายที่จะทำอะไรหยาบๆไปเลย
บางทีก็ทำอะไรขี้เกียจๆออกไป อะไรเห่ยๆออกไป แต่พอเห็นคนอื่นเค้าจริงจังกับการทำงาน
ทำงานแบบตั้งใจ ไม่ทำส่งๆไปงั้นๆ ทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุด มันทำให้เราก็อยากจะทำแบบนั้นไปด้วย
นอกจากทำ 3Dเก่งแล้ว ยังมีหลายอย่างที่เราทำไม่ได้
คือคนเราก็ต้องอาศัยการฝึกฝนตั้งใจ ตอนนี้นอกจากกลายเป็นมือตีฟจำเป็น
อย่างไม่ตั้งใจ (เพราะไม่มีใครในออฟฟิสทำ) ก็เลยพยายามทำให้ดีที่สุด
เราก็แค่สงสัยว่าก็มีหลายคนมาสมัครเก่งๆหลายคน ทำไมเค้าไม่รับสักที
เรื่องราศีปีเกิดนี่ก็เกี่ยวด้วย (เรามาแอบรู้ตอนเข้าบริษัทมาแล้ว) คือ มีเรื่องดงดวงไรด้วยเหรอเนี้ย
แต่รับเด็กเก่ง3D ก็จะค่าตัวถูกกว่าผู้ใหญ่ที่เก่ง 3D แต่พวกโฟร์แมนต้องแก่หน่อย
จะว่าไปแล้วเราคิดว่า ไม่ว่าจะอินทีเรีย หรือ 3D Visualizer ก็หางานไม่ยากหรอก
แต่มันก็ขึ้นอยู่กับฝีมือมากกว่า เพราะถ้างานเราดี และนิสัย บุคลิกโอเค บวกเกียรตินิยมนิดหน่อย
ก็ฟังดูดีแล้วมั้ง (แต่ไอ้เกียรตินิยม เราคิดว่าก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราเท่าไหร่) เพียงแต่มันฟังดูดีกว่า
ไม่มีอะไรเลยมากกว่า เงินเดือนก็พอรับได้ ไม่เยอะมาก ถ้าอยากรวยแนะนำอาชีพอื่นดีกว่่า
(อันนี้ซีเนียร์ดีไซน์เนอร์แนะนำมาอีกที) เพราะนอกจากใจรัก กลับบ้านดึก พักผ่อนน้อย
ก็ได้ความภูมิใจหน่อยๆ แต่ก็นั้นแหละคนเรามีความสุขกับอะไรไม่เหมือนกัน
มีความสุขแต่ได้ตังน้อย ก็ยังดีกว่าทำอะไรที่ไม่ชอบ แล้วได้ตังน้อย (นี่เปรียบเทียบกับอะไรที่แย่กว่าใช่มะ)
สรุปแล้ว ไม่ว่า loopชีวิตจะวนไปยังไง แต่ถ้าทำแล้วมีความสุข พอใจ
พอมี พอกิน พอแกลบ นิดๆหน่อยๆก็โอเค อิ่มบ้าง อดบ้าง ไดเอทบ้าง ไม่แย่สักเท่าไหร่
ฟัง Dapapepe แล้วก็ดีเหมือนกัน แต่ก่อนเคยคิดยากได้โน่นนี่สารพัด แล่วก็เซ็งๆ
แต่กว่าจะได้อะไรมาก็ต้องแลกด้วยอะไรหลายอย่าง ที่ต้องรับผิดชอบ แต่คนเราก็ทำได้เองแหละ
เมื่อถึงเวลานั้นน่ะ เพราะคนเราจะรู้ว่าอะไรที่สำคัญต้องทำ ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้สิ่งที่อยากจะได้













